วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

อัลกุรอานถูกประทานลงมาแก่ท่านอะลีก่อนท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อล!

 
 
สร้างชื่ออีกครั้ง กับคำสอนอันสุดแสนพิศดารของชาวรอฟิเฎาะฮฺที่รังสรรค์คำสอนเทียมด้วยหมายจะ ป้ายสีอิสลามให้ผิดเพี้ยนจากเดิมมากที่สุด ดังที่ท่านผู้อ่านเองก็รับทราบมาดีกันตลอดไม่ว่าจะเป็นคำสอนว่าด้วย อุจาระอิมามหอมดุจชะมดเชียง,อัลกุรอานสูญหายไปถึง 3 ใน 4 และสารพัดความเชื่ออุตรีอื่นๆที่ยากจะเอื้อนเอ่ยออกมาหมด

อีกครั้ง กับความอับอายของประชาชาติมุสลิมเมื่อผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนาของโลกรอฟิเฎาะ ฮฺจากสถาบันอัล "เฮาซะฮฺ" แห่งเมืองกัรบาลา ประเทศอิรัค อดรนทดเก็บความเชื่อที่แท้จริงของพวกตนไม่ไหวเลยขอละเมิดคำสั่งสูงสุดของเห ล่าอิมามที่กำชับให้ "ตะกียะฮฺ" (โป้ปดมดเท็จหรือ ปากกับใจไม่ตรงกัน) ด้วยการเผยความเชื่ออันอุบาทว์กาลีโลกออกมาว่า อัลกุรอานที่ผองมุสลิมใช้อ่านกันนั้นแท้ที่จริงแล้วถูกประทานลงมาแก่ท่านอะ ลี ก่อนที่อัลลอฮฺจะประทานลงมาแก่ท่านนบี (ศ็อลฯ) เสียอีก!!!

มุสลิมทุกกลุ่ม เชื่อว่าอัลกุรอานถูกประทานลงมาแก่ท่านนบีมุฮัมมัดคน
แรก

แต่นี่รอฟิเฎาะฮฺบอกว่ากุรอานลงมาให้ท่านอะลีก่อน! 
 




แค่กุรอานยังคนละฉบับ เราไม่ยอมสมานฉันท์กับกลุ่มทำลายอิสลามเช่นนี้แน่นอน ท่านไม่ใช่อิสลาม ออกไปเสียจากคนของพวกเราเสีย!

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

ฟัตวาสะเทือนโลกจากรอฟิเฎาะฮ์มุสลิมสามารถแปลงเพศได้!!!!

 
 
بسم الله الر حمن الر حيم


ตื่นตระหนกไปทั่วโลก มุสลิมเมื่อหนุ่มสาวชาวอิหร่านพากันเดินหน้าเข้ารับการแปลงเพศกันเต็มบ้าน เต็มเมือง จากชายเป็นหญิง จากหญิงเป็นชาย ท่ามกลางคำถามในใจประชาชาติอิสลามว่า เกิดอะไรขึ้นในอิหร่าน? ไหนว่าเป็นสาธารณรัฐอิสลามซึ่งปกครองด้วยระบอบอิมาม? แล้วทำไมกากระทำที่ละเมิดการสร้างสรรค์อันงดงามของพระองค์อัลลอฮ์แย่งการผ่า ตัดแปลงเพศจึงได้รับการยินยอมให้กระทำได้ภายในดินแดนที่เคยประกาศตัวว่า "ปฏิวัติอิสลาม"
ทางทีมงาน แอนตี้รอฟิเฎาะฮ์ ได้พยายามค้นหาความจริงที่เกิดขึ้นด้วยจิตใจที่เป็นธรรมเพื่อป้องกันข้อครหา จากฝ่ายรอฟิเฎาะฮ์ ซึ่งในที่สุดทางทีมงานก็พบสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางเพศครั้ง ใหญ่ในอิหร่านนี้

ฟัตวาจากบิดาแห่งชาวอิหร่านรอฟิเฎาะฮ์:แปลงเพศเป็น ที่อนุมัติ
ในหนังสือฟิกฮ์นิติศาสตร์ของรอฟิเฎาะฮ์ที่ โคไมนี่ ได้ประพันธ์ขึ้นชื่อว่า "ตะฮ์รีลอัลวะซีละฮ์" ในมัสอาละฮ์ที่ 1 ปรากฏคำฟัตวาดังนี้

مسألة : 1
الظاهر عدم حرمة تغيير جنس الرجل بالمرأة بالعمل و بالعكس ، و كذا لا يحرم العمل فى الخنثى ليصير ملحقا بأحد الجنسين ، و هل يجب ذلك لو رأت المرأة فى نفسها تماثلات من سنخ تماثلات الرجل أو بعض آثار الرجولية أو رأى المرء فى نفسه تماثلات الجنس المخالف أو بعض آثاره ؟ الظاهر عدم وجوبه إذا كان الشخص حقيقة من جنس و لكن أمكن تغيير جنسيته بما يخالفه .

ปัญหาที่ 1:

ไม่เป็นที่ต้องห้ามต่อการเปลี่ยนแปลงเพศจากชายเป็นหญิงหรือจาก หญิงไปเป็นชาย ในทำนองเดียวกันก็ไม่เป็นที่ต้องห้ามสำหรับคนที่มีสอง เพศ(ทางการเพศเรียกว่ากะเทยแท้ หายากมากแล้วในปัจจุบัน-ผู้แปล)ในการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเขาให้เป็นเพศหนึ่ง เพศใดก็ได้!!!

จากคำฟัตวาศักดิ์สิทธิ์จากผู้เป็เสมือน ตัวแทนของอิมามมะฮ์ดีอย่างโคไมนี่ นี่เอง ทำให้หนุ่มสาวชาวอิหร่านมากมายเดินหน้าเข้าสู่โรงพยาบาลเพื่อทำการผ่าตัด แปลงเพศ

นอกจากนี้ยังไม่พอ อยาตุลลอฮ์ อัรรูฮานี นักนิติศาสตร์ชั้นสูงรอฟิเฎาะฮ์อิหร่านได้ออกมาฟัตวาแสดงการสนับสนุนการแปลง เพศของโคไมนี่ในเว็บไซต์ของเขาว่า


ถาม:อยากเรียนถามท่า นอยาตุลลอฮ์หน่อยว่า มันเป็นที่อนุญาติไหม(หากว่าชายจะ)ทำการเปลี่ยนแปลงทางเพศจากชายสู่หญิง โดยปราศจากเหตุผลใดๆทั้งสิ้น ผมหมายความว่า ชายผู้นั้นไม่มีความผิดปกติทางจิต หากว่าท่านตอบว่า "อนุญาติ" แล้วมันจะได้ไหมที่แต่งงานกับเขา

ตอบ: ข้าฯไม่เคยพบคำสั่งห้ามใดๆในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเพศ และมันเป็นที่อนุมัติที่จะแต่งงานกับเขา เพราะ ณ เวลานั้นเขาได้เป็นผู้หญิงเสียแล้ว
 
เท่านี้ยังไม่พอ อยาตุลลอฮ์ ชั้นสูงผู้นี้ยังได้ตอบคำถามในเว็บไซต์ของเขาอีกว่า
 
 
ถาม: เรียนถามท่านอยาตุลลอฮ์ว่าอะไรคือฮุกุ่มของการเปลี่ยนแปลงทางเพศ จากชายเปลี่ยนเป็นหญิง หรือจากหญิงเปลี่ยนเป็นชาย?

ตอบ: ฉันยังไม่พบเหตุผลใดๆที่จะมาห้ามการกระทำดังกล่าวเลย


อนึ่งจากฟัตวานี้ได้ทำให้ หนุ่มสาวชาวรอฟิเฎาะฮ์อิหร่านเดินหน้าเข้าสู่การผ่าตัดแปลงเพศ จนอิหร่านกลายเป็นประเทศที่มีการผ่าตัดแปลงเพศมากที่สุดในตะวันออกกลาง ท้าทายคำถามจากโลกซุนนีที่นั่งมองดูอุตริกรรมครั้งนี้ว่า "นี่หรือรัฐอิสลามของอิหร่าน?"
 
ตัวอย่างของชายผุ้ แปลงเพศในอิหร่าน
นายอะลี อัสก็อร หรือ นางเนการ์ ในตอนนี้ ได้เป็นหนึ่งในกรณีการแปลงเพศในอิหร่านที่ผู้คนสนใจและหยิบยกเธอเป็น ตัวอย่าง เธอให้สัมภาษณ์ว่าเธอมีความต้องการแปลงเพศมานานแล้วจากการที่เธอรู้สึก เบี่ยงเบนทางเพศ จนเมื่อท่านอิมามโคไมนี่ ผู้นำที่ชาวรอฟิเดาะฮ์รักและภูมิใจดุจดั่งบิดา ออกฟัตวาว่าการผ่าตัดแปลงเพศกระทำได้ ทำให้เธอเดินหน้าเข้าสู่คลินิคในกรุงเตหะรานทันที เธอกล่าวเสริมว่า "ขอบคุณ ท่านอิมามโคไมนี่ที่ออกมารองรับความต้องการของพวกเรา" !!!

นาย อะลี อัสก็อร หรือ นางเนการ์(ณ ตอนนี้) ชาวรอฟิเดาะฮ์ตัวอย่างที่ผ่าตัดแปลงเพศ
 
สำหรับผู้ที่สนใจนั้น สามารถดู สารคดี การแปลงเพศในอิหร่านได้จากลิงค์นี้ ซึ่งท่านจะพบว่าล้วนแล้วมาจากการฟัตวาเบิกโรงของโคไมนี่ทั้งสิ้น
ดูได้ ที่ลิงค์นี้ คลิกด่วน!!!
 
 
 
สำหรับคนที่ดูช่วง ท้ายของคลิปแล้ว ทางเราขอหยิบยกเศษเสี้ยวของคลิปดังกล่าวก่อนจบมาให้ดูเพื่อยืนยันอีกครั้ง หนึ่ง
นายคนนี้คือ ผู้รู้ชีอะฮ์ชั้นสูงจากอิหร่านได้กล่าวว่า
 
 
"การเปลี่ยนแปลงจากความเป็นชายที่สมบูรณ์ด้วยกับจุด ประสงค์เฉพาะสู่เพศอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้เป็นที่อนุโลมให้กระทำได้ในตัวของมัน"!!!!!!!!!!!!!!!

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

วะฮะบีย์ศึกษา (ฉบับไม่งี่เง่า!) : จะยืนยันพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺอย่างไรจึงจะไม่หลงผิด? (3)

                                                            
ถาม : ในอัลกุรอานนั้น มีโองการมากมายที่ระบุว่าอัลลอฮฺทรงสร้างอาดัมจากพระหัตถ์ของพระองค์,ทรงสถิตย์เหนือบัลลังค์ของพระองค์ และในหะดีษของท่านนบีก็ได้มีระบุว่าอัลลอฮฺจะลงมายังฟากฟ้าต่ำสุด เราจะยึดมั่น(อิศบาต)กับคุณลักษณะของอัลลอฮฺเหล่านี้อย่างไรดีจึงจะไม่เป็นการหลงผิดอย่างเลยเถิดเป็นการเปรียบอัลลอฮฺกับสิ่งถูกสร้าง และอะกีดะฮฺของวะฮะบีย์ต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร?

ตอบ : เกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นท่านอิมามอัตติรมิซีย์ รอฮิมาฮุลลอฮฺ หนึ่งในนักปราชญ์ยุคสลัฟได้ตอบไว้แล้วว่า
وقد قال غير واحد من أهل العلم في هذا الحديث وما يشبه هذا من الروايات من الصفات ونزول الرب تبارك وتعالى كل ليلة إلى السماء الدنيا قالوا قد تثبت الروايات في هذا ويؤمن بها ولا يتوهم ولا يقال كيف هكذا روي عن مالك وسفيان بن عيينة وعبد الله بن المبارك أنهم قالوا في هذه الأحاديث أمروها بلا كيف وهكذا قول أهل العلم من أهل السنة والجماعة وأما الجهمية فأنكرت هذه الروايات وقالوا هذا تشبيه وقد ذكر الله عز وجل في غير موضع من كتابه اليد والسمع والبصر فتأولت الجهمية هذه الآيات ففسروها على غير ما فسر أهل العلم وقالوا إن الله لم يخلق آدم بيده وقالوا إن معنى اليد هاهنا القوة وقال إسحق بن إبراهيم إنما يكون التشبيه إذا قال يد كيد أو مثل يد أو سمع كسمع أو مثل سمع فإذا قال سمع كسمع أو مثل سمع فهذا التشبيه وأما إذا قال كما قال الله تعالى يد وسمع وبصر ولا يقول كيف ولا يقول مثل سمع ولا كسمع فهذا لا يكون تشبيها وهو كما قال الله تعالى في كتابه ليس كمثله شيء وهو السميع البصير
“มันได้ถูกกล่าวไว้โดยมากกว่าหนึ่งคนจากในหมู่นักปราชญ์ผู้ทรงความรู้เกี่ยวกับหะดีษนี้และหะดีษต่างๆที่คล้ายคลึงกัน อย่างเช่น(หะดีษเกี่ยวกับ) คุณลักษณ์ต่างๆและการลงมาของพระผู้อภิบาลผู้ทรงสูงส่งในทุกค่ำคืนสู่ฟากฟ้าชั้นต่ำสุด โดยที่บรรดาปราชญ์เหล่านั้นได้กล่าวว่า การยืนยันในบรรดาหะดีษเหล่านี้คือการที่เรามีศรัทธาต่อมันและจงอย่าปฏิเสธหรือถามถึงวิธีการของมัน(อัลลอฮฺทรงลงมาแบบไหนอย่างไร-ผู้แปล) เรื่องราวทำนองนี้ได้ถูกรายงานมาจากท่านอิมามมาลิกบินอะนัส,ท่านซุฟยานอัษเษารีย์,ท่านอิบนุอุยัยนะฮฺ, และท่านอับดุลลอฮฺอิบนุอัลมุบาร็อค พวกเขากล่าวเกี่ยวกับบรรดาหะดีษเหล่านี้ว่า ปล่อยมันให้ผ่านไปโดยไม่ต้องพรรณนาว่ามีรูปแบบเป็นอย่างไร และ ในทำนองนี้ คือ คำพูดของนักวิชาการ จากอะฮลุสสุนนะฮ วัลญะมาอะฮ และสำหรับพวกญะฮมียะฮนั้น พวกเขาคัดค้านหะดีษเหล่านี้ โดยพวกเขากล่าวว่า นี้คือ ตัชบีฮ(การเปรียบเทียบอัลลอฮว่าคล้ายคลึงกับมัคลูค) อย่างไรก็ตามอัลลอฮฺตะอาลาได้กล่าวไว้ในหลายจุดจากคัมภีร์ของพระองค์ไม่ว่าจะเป็น ศิฟัต อัลยัด(พระหัตถ์) อัซซะมาอ์(ได้ยิน) อัลบัศรฺ(ทรงเห็น) แต่ทว่าพวกญะฮฺมียะฮฺได้ทำการตีความบรรดาโองการเหล่านี้ และได้ทำการอธิบายเลยเถิดไปกว่าที่บรรดาอุลามาอ์ได้ทำการตัฟซีรไว้ พวกเขากล่าวว่าแท้จริงอัลลอฮฺตะอาลามิได้สร้างอาดัมมาจากพระหัตถ์ของพระองค์ แต่พวกเขากล่าวว่า พระหัตถ์นั้นหมายถึงอำนาจ ท่านอิสหาก อิบนุอิบรอฮีม บินรอฮาวัยฮฺ ได้กล่าวอธิบายว่า การตัชบีฮฺ(เปรียบกับมัคลูก)นั้นคือการที่เรากล่าวว่า พระหัตถ์ของอัลลอฮฺก็เหมือนกับมือของฉันหรือใกล้เคียงกับมือของฉัน หรือการที่เขากล่าวว่า พระองค์อัลลอฮฺได้ยินเหมือนกับที่ฉันได้ยินหรือคล้ายกับที่ฉันได้ยิน แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่าตัชบีฮฺ แต่หากเป็นการกล่าวในสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงตรัสไว้แล้ว เช่น พระหัตถ์, ทรงสดับฟัง, ทรงทอดพระเนตร พร้อมกับไม่ถามว่ามันเป็นอย่างไรแบบไหน ตลอดจนไม่กล่าวว่าอัลลอฮฺได้ยินเหมือนกับฉันได้ยิน ดังนั้นแบบนี้ไม่เป็นการตัชบีฮฺต่ออัลลอฮฺตะอาลา พระองค์กล่าวไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนหรือคล้ายคลึงกับพระองค์แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยินและทรงเห็น”
(หนังสือ สุนันอัตติรมิซีย์ เล่ม 3 หน้าที่ 50-51)
คำกล่าวของท่านติรมิซีย์นั้นสามารถสรุปได้ว่า
-          เราต้องยืนยันว่าอัลลอฮฺทรงมีพระหัตถ์,ทรงลงมา โดยไม่พูดว่ามีพระหัตถ์แบบเป็นอวัยวะของมนุษย์หรือ ลงมาด้วยการเคลื่อนไหวแบบมนุษย์
-          สิ่งที่มีในคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮฺทั้งหมดจะต้องยืนยันและปล่อยผ่านไปตามที่มันปรากฏ
-         ห้ามแปลคำว่า มือ ให้หมายถึง อำนาจ เพราะนั่นเป็นทัศนะของพวกญะฮฺมียะฮฺที่ถูกพิจารณาจากปราชญ์อะฮฺลุซซุนนะฮฺแล้วว่าเป็นกาเฟร
-          อายะฮฺศิฟาตเหล่านี้สามารถทำการตัฟซีรได้ในกรอบกฎเกณฑ์ที่จะต้องไม่ล่วงล้ำไปในมิติของการถามหาวิธีการและรูปแบบ ดังคำกล่าวของท่านติรมิซีย์ที่ว่า ما فسر أهل العلم “สิ่งที่บรรดาปราชญ์ผู้ทรงความรู้ได้ทำการตัฟซีรไว้” ดังนั้นการโพทะนาของคนบางกลุ่มที่ระบุว่าชาวสะลัฟจะไม่ทำการตัฟซีรเลยนั้นจึงเป็นเรื่องโกหก!
-          คำว่า อัลยัด หรือ อื่นๆนั้นจะต้อง มีความหมายว่า “มือ” อย่างแน่นอนจะมาอ้างเล่นลิ้นว่าในทางภาษาแล้วคำว่า อัลยัด นั้นมีหลายความหมายดังนั้นจึงไม่อาจทราบได้ว่ามันหมายถึงอะไรไม่ได้ เพราะการที่ท่าน อิสหากบินอิบรอฮีมได้ กล่าวว่า إنما يكون التشبيه إذا قال يد كيد “การตัชบีฮฺ(เปรียบกับมัคลูก)นั้นคือการที่เรากล่าวว่า พระหัตถ์ของอัลลอฮฺก็เหมือนกับมือของฉัน” นั้นคือการยืนยันว่าคำว่า อัลยัด หมายถึง มือ เพราะหากท่านอิสหาก ไม่รู้ความหมายหรือไม่ได้เข้าใจความหมายของคำว่า อัลยัด ว่าหมายถึง พระหัตถ์แล้ว ท่านก็จะไม่ระบุสำนวนการอธิบายเปรียบเทียบที่ว่า كيد “เหมือนกับมือของฉัน” อย่างแน่นอนก็ในเมื่อหากอัลยัดในความเข้าใจของท่านไม่ใช่มือแล้วท่านจะยกเปรียบเทียบเพื่อป้องกันความสับสนกับความหมายของคำว่ามือที่ใช้กับมนุษย์ทำไม??? เพราะหากสมมุติว่าอัลยัดในความเข้าใจของท่านอิสหากหมายถึง “อื่นจากมือ” แล้วไซร้ท่านจะยกตัวอย่างด้วยสำนวนเปรียบเทียบเช่นนั้นไปทำไม ท่านจะกล่าวในเชิงแบบว่า พระองค์อัลลอฮฺทรงมี “อื่นจากมือ” ที่ไม่เหมือนมือของฉันไปกระนั้นหรือ?? ทั้งที่ทั้งสองอย่างมันก็เป็นคนละเรื่องกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว??? ดังนั้นสำหรับคนที่มีปัญญาแล้วจะยอมรับว่าการเปรียบเทียบของท่านอิสหากนั้นก็เพียงเพื่อป้องกันการสับสนระหว่างคำว่า พระหัตถ์ ที่ใช้กับอัลลอฮฺ กับคำว่า มือ ที่ใช้กับมนุษย์อย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้นในเรื่องของการอิสติวาอ์(การขึ้นสูงเหนือบัลลังค์)ก็เช่นเดียวกัน ดังที่ท่านวะลียุลลอฮฺอับดุลกอดีร ญิลานีย์ได้กล่าวว่า
 وينبغي إطلاق صفة الاستواء من غير تأويل ، وأنه استواء الذات على العرش لا على معنى القعود والمماسة كما قالت المجسمة والكرامية ، ولا على معنى العلو والرفعة كما قالت الأشعرية ، ولا معنى الاستيلاء والغلبة كما قالت المعتزلة ، لأن الشرع لم يرد بذلك ولا نقل عن أحد من الصحابة والتابعين من السلف الصالح من أصحاب الحديث ذلك
มันคือสิ่งที่จำเป็นต่อการยืนยันถึงศิฟัตอิสติวะอ์  โดยปราศจากการตีความ(เป็นความหมายอย่างอื่น) และแท้จริงแล้วพระองค์อัลลอฮฺทรงขึ้นอิสติวะอ์เหนือบัลลังค์ของพระองค์โดยอิสติวะอ์ด้วยกับซาต” (อาตมัน) ของพระองค์เหนือบัลลังค์ ซึ่งอิสติวะอ์ไม่ได้แปลว่า กออู๊ด (นั่ง) หรือไม่ได้แปลว่าการสัมผัส ดังที่พวกมุญัสสิมะฮฺและกะรอมียะฮฺได้กล่าวไว้ และมันก็ไม่ได้หมายความว่า อุลูวว์ (ความสูงส่ง) ดังที่พวกอัชอะรียะฮฺ(อะชาอิเราะฮฺ)ได้กล่าวไว้ และมันก็ไม่ได้แปลว่า อิสติลาอ์ (การพิชิต) หรือ ฆอลาบะฮฺ (การสถาปนาอำนาจ) ดังที่พวกมุอฺตะสิละฮฺได้กล่าวแต่อย่างใด ตัวบททางศาสนาไม่ได้บอกกล่าวถึงความหมายใดๆเหล่านี้ไว้ แล้วก็ไม่ปรากฏการรายงานจากบรรดาซอฮาบะฮฺหรือจากบรรดาตะบีอีนจากยุคสลัฟหรือจากบรรดานักวิชาการหะดีษถึงการตีความในแบบเหล่านี้เลย

เชคอับดุลกอดีรญีลานี หนังสือ ฆุนยะตุตตอลิบีน เล่ม 1 หน้า 73

ท่านชัยคฺอับดุลอะซีส บินบาซ อุลามาอ์ใหญ่ของกลุ่ม "วะฮะบีย์" ได้กล่าวอธิบายว่า

ومن الإيمان بالله أيضًا: الإيمان بأسمائه الحسنى وصفاته العلى الواردة في كتابه العزيز, والثابتة عن رسوله الأمين من غير تحريف ولا تعطيل ولا تكييف ولا تمثيل, بل يجب أن تُمرَّ كما جاءت بلا كيف, مع الإيمان بما دلّت عليه من المعاني العظيمة التي هي أوصاف لله عز وجل يجب وصفه بها على الوجه اللائق به من غير أن يشابه خلقه في شيء من صفاته, كما قال تعالى:  لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ  وقال عز وجل:  فَلا تَضْرِبُوا لِلَّهِ الأَمْثَالَ إِنَّ اللَّهَ يَعْلَمُ وَأَنْتُمْ لَا تَعْلَمُونَ  وهذه هي عقيدة أهل السنّة والجماعة من أصحاب رسول الله صلى الله عليه وسلم وأتباعهم بإحسان, وهي التي نقلها الإمام: أبو الحسن الأشعري رحمه الله في كتابه: (المقالات) عن أصحاب الحديث وأهل السنة, ونقله غيره من أهل العلم والإيمان. 
قال الأوزاعي رحمه الله: سئل الزهري ومكحول عن آيات الصفات, فقالا: أمرُّوها كما جاءت , وقال الوليد بن مسلم رحمه الله: سئل مالك والأوزاعي والليث بن سعد وسفيان الثوري رحمهم الله عن الأخبار الواردة في الصفات, فقالوا جميعًا: أمرُّوها كما جاءت بلا كيف , وقال الأوزاعي رحمه الله: كنا - والتابعون متوافرون - نقول إن الله سبحانه على عرشه, ونؤمن بما ورد في السنّة من الصفات , ولما سئل ربيعة بن أبي عبد الرحمن شيخ مالك رحمة الله عليهما عن الاستواء قال: (الاستواء غير مجهول والكيف غير معقول ومن الله الرسالة وعلى الرسول البلاغ المبين وعلينا التصديق) , ولما سئل الإمام مالك رحمه الله عن ذلك, قال: ( الاستواء معلوم والكيف مجهول والإيمان به واجب والسؤال عنه بدعة
และส่วนหนึ่งจากการศรัทธานั้นคือการศรัทธาในพระนามอันงดงามและคุณลักษณอันสูงส่งของอัลลอฮฺซึ่งได้ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานและได้ถูกรายงานมาอย่างถูกต้องจากท่านรอซูล ศ็อลฯ โดยปราศจากการตะฮฺรีฟ(บิดเบือนความหมาย) ตะอ์ตีล(การปฏิเสธ) ตัคยีฟ(การถามหาว่าเป็นแบบไหนอย่างไร),ตัมษีล(การจินตนาการว่าอัลลอฮฺคล้ายคลึงกับสิ่งถูกสร้าง) ยิ่งไปกว่านั้นมันจำเป็นที่จะต้องศรัทธาในความหมายอันยิ่งใหญ่เหล่านี้อันเป็นคุณลักษณะต่างๆของพระองค์อัลลอฮฺควบคู่ไปกับการไม่ถามหาวิธีการของมัน เราต้องศรัทธาในพระองค์ด้วยความเหมาะสมโดยการไม่นำพระองค์ไปเปรียบเหมือนกับสิ่งถูกสร้างต่างๆดังที่พระองค์ได้กล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น และดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า ดังนั้น พวกเจ้าอย่ายกอุทาหรณ์ทั้งหลายกับอัลลอฮ์เลย แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ และพวกเจ้าไม่รู้เท่าพระองค์ นี่คืออะกีดะฮฺของอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลยะมาอะฮฺและเป็นอะกีดะฮฺของบรรดาศอฮาบะฮฺตลอดจนบรรดาผู้ปฏิบัติตามพวกเขาด้วยความดีงาม มันได้ถูกรายงานจากท่านอิมามอบูหะซันอัลอัชอะรีย์ รอฮิมาฮุลลอฮฺ ในตำราของท่านที่ชื่อว่า อัลมะกอลาต รายงานจากอะฮฺลุลหะดีษและอะฮฺลุซซุนนะฮฺ และรายงานโดยนักปราชญ์ท่านอื่นๆและบรรดาผู้ศรัทธา
ท่านอัลเอาซาอีย์ รอฮิมาฮุลลอฮฺ กล่าวว่า ท่านซุฮฺรีย์และท่านมักฮูลถูกถามถึงอายะฮฺศิฟาต พวกเขากล่าวว่า จงศรัทธาต่อมันดังที่มันเป็นอยู่ ท่านวะลีด บินมุสลิม รอฮิมาฮุลลอฮฺ กล่าวว่า เอาซาอีย์,มาลิก,อัลลัยษฺบินสะอ์ดฺ และซุฟยานอัษเษารีย์ รอฮิมาฮุมุลลอฮฺ ถูกถามเกี่ยวกับคุณลักษณะต่างๆของอัลลอฮฺ พวกเขากล่าวว่า จงศรัทธาในมันตามที่มันมีอยู่โดยปราศจากการถามหาวิธีการรูปแบบ อัลเอาซาอีย์กล่าวว่า ในยามที่มีผู้ปฏิบัติตามพวกเรามากมายอยู่พร้อมกับพวกเรา พวกเราเคยกล่าวว่า อัลลอฮฺทรงอยู่เหนือบัลลังค์และเราศรัทธาต่อหะดีษศิฟาตต่างๆที่ถูกรายงานไว้ในอัซซุนนะฮฺ และเมื่อรอบิอะฮฺบินอับดุรเราะฮฺมานอาจารย์ของอิมามมาลิก ถูกถามถึงเรื่องของการอิสติวาอ์ ท่านกล่าวว่า อิสติวาอ์ นั้นมิใช่เป็นสิ่งที่ไม่รู้(คือรู้กัน)แต่กัยฟฺ(วิธีการของมัน)นั้นไม่เป็นที่รู้   อัลลอฮฺทรงประทานลงมาซึ่งสาสน์,รอซูลผู้ป่าวประกาศสาสน์และเราจำเป็นที่จะต้องศรัทธาต่อมัน และยามที่อิมามมาลิกถูกถามถึงเรื่องนี้ ท่านตอบว่า อิสติวาอ์นั้นคือสิ่งที่รู้กันดี แต่กัยฟฺของมันนั้นไม่รู้ การศรัทธาต่อมันเป็นที่วาญิบ และการถามใดๆเกี่ยวกับมัน(ถึงวิธีการ)คือบิดอะฮฺ!
ชัยคฺบินบาซ หนังสือ อะกีดะฮฺอัศเศาะฮีฮะฮฺ เล่ม 1 หน้า 18
จากทั้งหมดนี้ เราหวังว่าคงจะทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจมากขึ้นว่าอะกีดะฮฺของวะฮะบีย์นั้นสอดคล้องกับอะกีดะฮฺสะลัฟอย่างไร

วะฮะบีย์ศึกษา(ฉบับไม่งี่เง่า) : การก่อกบฏกับอาณาจักรออตโตมัน (2)



        
            ในตอนที่ 1 เราได้กล่าวไปคร่าวๆแล้วถึงแผนการในการครอบงำความคิดของมวลชนโดยกลุ่มผู้ต่อต้านขบวนการของชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ โดยคนกลุ่มนี้ได้สรรหาข้ออ้างสำคัญประการหนึ่งที่ว่า ขบวนการของชัยคฺอับดุลวะฮาบนั้นก่อการกบฏต่อรัฐคิลาฟะฮฺออตโตมัน เป้าประสงค์เดียวของพวกเขาก็คือความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมแก่การฆ่าแกงของพวกออตโตมันต่อขบวนการวะฮะบีย์ ด้วยการอ้างว่าขบวนการนี้ก่อกบฏต่อองค์ประมุขของอาณาจักรอิสลามและกระทำการจัดตั้งรัฐซ้อนรัฐขึ้นมา
            หากเราพิจารณาอย่างผิวเผินเราก็อาจจะเข้าใจไปได้ว่าคำกล่าวอ้างทางการเมืองอิงแอบศาสนาเหล่านี้คือความจริงได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียวจากข้อเท็จจริงที่ว่า ณ ช่วงเวลานั้นโลกมุสลิมตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมันเตอร์ก ดังนั้นดินแดนฮิญาซที่ประกอบไปด้วยสถานที่อันสูงศักดิ์อย่างมหานครมักกะฮฺและมาดีนะฮฺก็คงจะเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจการปกครองของจักรวรรดิอตตโตมันด้วยกระมัง!
            สิ่งที่เราควรตั้งคำถามในเบื้องต้นเพื่อนำทางไปสู่การอภิปรายในปมปัญหานี้ก็คือ ห้วงเวลานั้นมหาอาณาจักรออตโตมันได้แผ่อำนาจไปถึงคาบสมุทรอารเบียแล้วกระนั้นหรือ?
        หนึ่งในบุคคลตัวฉกาจที่ออกมาเสนอทฤษฎีเพื่อโจมตีขบวนการของท่านชัยคฺว่าละเมิดต่อบูรณภาพของอาณาจักรอิสลามก็คือ นักวิชาการชาวอาหรับสายอะชาอิเราะฮฺนามว่าอับดุลกอดีม สะลูม นายคนนี้ได้อ้างว่าการปรากฏขึ้นของขบวนการวะฮะบีย์และการประกาศคำสอนของพวกเขานั้นคือสาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้รัฐออตโตมันอันยิ่งใหญ่ของชาวมุสลิมเกิดความอ่อนแอ ดังนั้นการกระทำดังกล่าวของขบวนการวะฮะบีย์จึงมีความผิดตามกฎหมายศาสนาในฐานะผู้สร้างความแตกแยกขึ้นในรัฐอิสลามทั้งยังละเมิดการ

 
                          อับดุลกอดีม สะลูม            
จงรักภักดีที่องค์ประมุขแห่งรัฐคอลีฟะฮฺอิสลามจะต้องได้รับจากประชาชนของเขา นายคนนี้ยังอ้างต่อไปว่ากลุ่มวะฮะบีย์ได้มอบสัตยาบันแก่มุฮัมมัดอิบนุสะอู๊ดในการเป็นผู้นำซึ่งเป็นการสร้างรัฐอิสลามซ้อนรัฐขึ้นมา ความเหิมเกริมของขบวนการวะฮะบีย์เกิดขึ้นจากการที่อับดุลอะซีสบุตรชายของท่านมุฮัมมัดอิบนุสะอู๊ดได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธและเม็ดเงินจากรัฐบาลแห่งจักรวรรดิอังกฤษซึ่งมีเป้าหมายแอบแฝงตรงที่ต้องการผ่าดินแดนของชาวมุสลิมออกเป็นส่วนๆและเข้าครอบงำในภายหลัง เมื่อความพร้อมของขบวนการวะอะบีย์ เกิดขึ้นแล้ว สงครามจึงถูกพวกวะฮะบีย์จุดขึ้นเพื่อหมายฆ่าล้างเลือดเนื้อของชาวมุสลิมกันเอง คมดาบได้รับการกวัดแกว่งและท้ายที่สุดกองทัพของท่านอะมีรรุลมุอฺมินีนแห่งออตโตมันก็ได้ถูกกองทัพของพวกวะฮะบีย์เข่นฆ่าลง[1]
            สิ่งที่ควรจะปูพื้นฐานแก่การเข้าใจต่อข้อโจมตีของพวกเขาในเบื้องต้นก็คือ ในหลักกฎหมายอิสลามแล้วนั้น การปกครองคือสิ่งสำคัญที่แยกไม่ขาดจากศรัทธาทางศาสนาเพราะการดำรงอยู่ของรัฐอิสลามจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้กฎหมายชะรีอะฮฺสามารถบังคับใช้ได้ ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงสอนสั่งว่าหน้าที่หนึ่งของจ้าวผู้ปกครองคือการดูแลทุกข์สุขประชาชนและบังคับใช้กฎหมายของพระเจ้า ขณะเดียวกันกับที่ประชาชนภายในรัฐจำต้องมอบสัตยาบันแก่องค์คอลีฟะฮฺเพราะการสิ้นชีพลงโดยไม่มอบสัตยาบันแก่ประมุขของรัฐอิสลามนั้นความตายของเขาก็ประหนึ่งการตายในยุคสมัยแห่งความเดียรถีย์ญะฮีลียะฮฺ ข้อผูกมัดที่ประชาชนในรัฐอิสลามมีต่อผู้ปกครองคือการจงรักภักดีตราบใดที่ผู้ปกครองของพวกเขายังปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าอยู่ ดังนั้นการก่อการณ์กบฏจึงเป็นสิ่งต้องห้ามในหลักการอิสลามและเป็นความผิดที่มีความร้ายแรงมากถึงขนาดที่ศาสนาคาดโทษต่อกลุ่มกบฏด้วยการประหารชีวิต
            ท่านชัยคฺมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบ ได้กล่าวว่า
وأرى وجوب السمع والطاعة لأئمة المسلمين برّهم وفاجرهم ما لم يأمروا بمعصية الله ومن ولي الخلافة واجتمع عليه الناس ورضوا به وغلبهم بسيفه حتى صار خليفة وجبت طاعته وحرم الخروج عليه
            “ฉันมีทัศนะว่ามันเป็นสิ่งวาญิบ(บังคับ)ในการที่จะต้องเชื่อฟังและจงรักภักดีต่อบรรดาผู้นำของชาวมุสลิม ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่มีคุณธรรมหรือคนไร้ศีลธรรมก็ตาม ขณะเดียวกันกับที่พวกเขามิได้สั่งใช้เราให้ทำการฝ่าฝืนต่อพระองค์อัลลอฮฺ ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่ได้รับตำแหน่งคิลาฟะฮฺและผู้ประชาชนได้มอบการสนับสนุนและยอมรับในตัวเขาแล้ว แม้ว่าเขาจะได้รับสถานการณ์เป็นคอลีฟะฮฺด้วยกับกำลังมาก็ตาม ก็จะเป็นที่จะต้องตออัตและเป็นที่ต้องห้ามที่จะก่อกบฏต่อตัวเขา”[2]
            เจตนารมณ์ดังกล่าวของท่านชัยคฺได้เป็นที่ยืนยันชัดเจนแล้วถึงความเคารพเชื่อฟังที่ตัวท่านมีต่อผู้นำตามหลักการศาสนา ดังนั้นข้อโพนทะนาของนักวิชาการท่านหนึ่งซึ่งได้ใส่ไคล้ท่านชัยคฺว่าตัดสินผู้ปกครองออตโตมันว่าเป็นกาเฟรจึงเป็นเรื่องที่น่าขันและยังไม่สามารถหาหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรได้อย่างชัดเจนด้วยซ้ำไป!
            ท่านชัยคฺยังกล่าวต่อไปว่า
الأصل الثالث : أن من تمام الاجتماع السمع والطاعة لمن تأمّر علينا ولو كان عبداً حبشيّاً
            “หนึ่งในรากฐานของความเป็นเอกภาพคือการเชื่อฟังและภักดีต่อผู้ใดก็ตามที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเหนือพวกเราแม้ว่าเขาจะเป็นทาสชาวเอธิโอเปียก็ตาม”[3]
            เมื่อเห็นจุดยืนของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบในรูปแบบเช่นนี้แล้ว การจะพิจารณาว่าท่านชัยคฺก่อการณ์กบฏหรือไม่นั้นจำต้องตั้งคำถามในเบื้องต้นว่าดินแดนนัจดฺบ้านเกิดของท่านชัยคฺนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักวรรดิออตโตมันหรือไม่ ?
            ดร.ซอและฮฺ อัลอะบูด ได้ตอบคำถามเหล่านี้ว่า
" نجد " على العموم نفوذا للدولة العثمانية فما امتد إليها سلطانها ولا أتى إليها ولاة عثمانيون ولا جابت خلال ديارها حامية تركية في الزمان الذي سبق ظهور دعوة الشيخ محمد بن عبد الوهاب رحمه الله ومما يدل على هذه الحقيقة التاريخية استقرار تقسيمات الدولة العثمانية الإدارية فمن خلال رسالة تركية عنوانها : " قوانين آل عثمان مضامين دفتر الديوان"، يعني : " قوانين آل عثمان في ما يتضمنه دفتر الديوان " ، ألّفها يمين علي أفندي الذي كان أمينا للدفتر الخاقاني سنة 1018 هجرية الموافقة لسنة 1609م من خلال هذه الرسالة يتبين أنه منذ أوائل القرن الحادي عشر الهجري كانت دولة آل عثمان تنقسم إلى اثنتين وثلاثين ايالة منها أربع عشرة ايالة عربية وبلاد نجد ليست منها ما عدا الإحساء إن اعتبرناه من نجد
            “แคว้นนัจดฺไม่เคยตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของออตโตมัน เพราะว่าอำนาจการปกครองของพวกออตโตมันไม่เคยมาถึงดินแดนที่ห่างไกลเช่นนั้นเลย ไม่มีข้าหลวงของรัฐบาลออตโตมันที่ได้ถูกแต่งตั้งในดินแดนดังกล่าวและเหล่ากองพลตุรกีก็ไม่เคยเข้ามาถึงดินแดนเหล่านี้เลยในระหว่างช่วงการดำเนินการเรียกร้องดะอฺวะฮฺของท่านชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์จากข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐออตโตมันได้ถูกแบ่งการบริหารปกครองออกเป็นจังหวัดต่างๆ นี่เป็นสิ่งที่รู้กันจากฐานข้อมูลการปกครองของพวกตุรกีซึ่งเรียกว่า " قوانين آل عثمان في ما يتضمنه دفتر الديوان "  ซึ่งถูกร่างโดยญะมีนอะลีเอฟเฟนดี้ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อการร่างรัฐธรรมนูญในปีฮิจเราะฮฺที่ 1018 หรือ คริสต์ศักราช 1609 ฐานข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่าจากจุดเริ่มต้นของศตวรรษที่ 11 แห่งศักราชอิสลามรัฐออตโตมันได้ถูกแบ่งออกเป็น 23 จังหวัด และในจำนวนนี้ 14 จังหวัดเป็นจังหวัดอาหรับ และแคว้นนัจดฺไม่ใช่หนึ่งในจังหวัดเหล่านั้น โดยพิจารณาว่าอัลอิฮฺซาอ์มิใช่ส่วนหนึ่งของรัฐเหล่านี้และอิฮฺซาอ์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นนัจดฺ”[4]
            ในทัศนะของดร.อับดุลลอฮฺอัลอุษัยมีน นั้นแคว้นนัจดฺไม่เคยตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของพวกออตโตมันมาก่อนเลยในช่วงก่อนการประกาศดะอฺวะฮฺของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบ แม้เพียงบางส่วนเท่านั้นที่แคว้นนัจดฺเคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของบนีคอลิดและอัลอัชรอฟแต่ทว่าอำนาจของพวกนี้ก็มีจำกัด และพิจารณาภาพรวมแล้วไม่เคยมีกลุ่มใดที่จะมีอำนาจทางการเมืองสิทธิ์ขาดในแคว้นนัจดฺเพราะแคว้นดังกล่าวมีสงครามที่เกิดขึ้นจากการแก่งแย่งอำนาจระหว่างเผ่ามาตลอด[5]
            แคว้นนัจดฺอันเป็นฐานที่มั่นของท่านชัยคฺจึงมิเคยตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของรัฐคิลาฟะฮฺ        อุษมานียะฮฺแต่อย่างใด ระบอบการปกครองในแคว้นนัจดฺอยู่ในลักษณะของรัฐจารีตที่ไม่มีจ้าวผู้ปกครองสูงสุด กล่าวคือแต่ละส่วนของแคว้นและเผ่าต่างๆก็มีอำนาจในเขตอิทธิพลของตนเองทั้งสิ้น
            ท่านชัยคฺอับดุลอะซีส บินบาซ ได้กล่าวตอบโต้คำกล่าวหาเหล่านี้ไว้ว่า
لم يخرج الشيخ محمد بن عبد الوهاب على دولة الخلافة العثمانية فيما أعلم وأعتقد فلم يكن في نجد رئاسة ولا إمارة للأتراك بل كانت نجد إمارات صغيرة وقرى متناثرة وعلى كل بلدة أو قرية - مهما صغرت - أمير مستقل… وهي إمارات بينها قتال وحروب ومشاجرات والشيخ محمد بن عبد الوهاب لم يخرج على دولة الخلافة وإنما خرج على أوضاع فاسدة في بلده فجاهد في الله حق جهاده وصابر وثابر حتى امتد نور هذه الدعوة إلى البلاد الأخرى
            “ชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบมิได้ก่อการณ์กบฏต่อต้านรัฐบาลคิลาฟะฮฺอุษมานียะฮฺแต่อย่างใด เท่าที่ฉันทราบ เพราะว่าไม่มีอาณาบริเวณใดของแคว้นนัจดฺที่ตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของพวกตุรกี ยิ่งไปกว่านั้นแคว้นนัจดฺยังประกอบไปด้วยอิมิเร็ต(เขตการปกครองย่อยๆของบรรดาอะมีร)ชุมชนต่างๆที่กระจัดกระจายออกไป และในแต่ละเมืองหรือชุมชนต่างก็ถูกปกครองด้วยอำนาจอธิปไตยของผู้เป็นอะมีรทั้งสิ้น เหล่านี้คืออิมิเร็ตต่างๆซึ่งในระหว่างเขตการปกครองย่อยเหล่านี้มีการต่อสู้,สงคราม.และความขัดแย้ง ดังนั้นชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบจึงมิได้ก่อกบฏต่อคิลาฟะฮฺอุษมานียะฮฺแต่อย่าง มิหนำซ้ำทท่านยังต่อสู้กับสถานการณ์แห่งความเสื่อมทรามในดินแดนของท่านและท่านได้ดิ้นรนในการญิฮาดเพื่อพระองค์อัลลอฮฺและได้ยืนหยัดจนกระทั่งแสงแห่งการเรียกร้องของท่านได้กระจายไปสู่ดินแดนอื่นๆ”[6]
            สิ่งที่ท่านชัยคฺมีต่อผู้ปกครองของตนนั้นคือการภักดีแต่ทว่าสิ่งที่รัฐบาลคิลาฟะฮฺอุษมานียะฮฺมีต่อการปฏิรูปศาสนาของท่านนั้นช่างแตกต่างราวเหวกับฟ้า พวกออตโตมันต่างเกลียดชังในการเรียกร้องไปสู่ศาสนาของท่าน ผู้ปกครองออตโตมันมิเคยเหลียวแลในข้อเรียกร้องของท่านเลยนอกจากการรับฟังคำประจบสอพลอของคนรอบข้างที่หวั่นเกรงในการปฏิวัติศาสนาของท่าน ราชสำนักออตโตมันแวดล้อมไปด้วยแนวทางซูฟีย์และพวกบิดอะฮฺ นครอิสตันบูลถูกคละเคล้าไปด้วยพิธีกรรมงมงายเช่นเดียวกับฮิญาซไม่ว่าจะเป็นการเต้นรำของพวกซูฟีย์ การขอดอุอาอ์ผ่านกุโบรของบรรดาวะลีที่ตายไปแล้ว สภาวะความตกต่ำทางศาสนาดังกล่าวส่งผลให้การแพร่กระจายเรื่องมุสาต่อท่านชัยคฺแทรกซึมไปอย่างรวดในหมู่พวกนิยมพิธีกรรมบิดอะฮฺและกลุ่มข้าหลวงที่แอบอิงผลประโยชน์ตนเองทั้งในฮิญาซ,อิรัคและตุรกีเองก็ตาม[7]
            ส่วนกรณีการแอบอ้างที่ว่าขบวนการของท่านชัยคฺนั้นได้รับการสนับสนุนทางการเงินและอาวุธจากจักรวรรดินิยมอังกฤษนั้นล้วนแล้วแต่เป็นข้อครหาที่ถูกมุสาขึ้นมานาน แต่ทว่ายังไร้หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากกลุ่มผู้อ้างอิงคำกล่าวหานี้ สิ่งเดียวที่กลุ่มผู้กระจายข้อกล่าวหามดเท็จนี้กระทำกันอยู่ก็คือการสามหาวอย่างโง่งมโดยไม่มีหลักฐาน ดังที่ท่านมะฮฺมูด มะฮฺดี อัลอิสตันบูล นักวิชาการที่ค้นคว้าเรื่องขบวนการวะฮะบีย์ได้ให้ความเห็นว่า ผู้ที่สนับสนุนหรือเชื่อตามคำกล่าวหานี้จำต้องแสดงออกมาซึ่งหลักฐานอันชัดแจ้งเห็นจริง มิใช่เพียงแค่คุยโวด้วยลมปากอันโง่เขลา เพราะสิ่งนั้นจะเป็นดั่งบทกวีอาหรับที่ว่า หากคำอ้างไร้การพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ความโง่เขลาจะทำหน้าที่เป็นหลักฐานแทนเสมอ! เราจำต้องพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมว่าพวกอังกฤษเสียเองที่ต่อต้านขบวนการปฏิรูปศาสนานี้จากดินแดนรอบนอกของฮิญาซด้วยความหวดเกรงว่าชัยชนะของการปฏิรูปศาสนานี้จะปลุกฟื้นคืนชีพแก่โลกมุสลิม[8]
            ความโง่เขลาของพวกที่อ้างว่าขบวนการของท่านชัยคฺคือบ่อเกิดของการล่มสลายของออตโตมันนั้นวางอยู่บนฉันทาคติที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน นั่นก็เพราะว่าขบวนการนี้ได้เกิดขึ้นในปี 1811 ในขณะที่การล่มสลายของอุษมานียะฮฺเริ่มเสื่อมลงจริงๆหลังการขึ้นครองราชย์ของสุลต่านซาเล็มและล่มสลายลงในปี 1922 ซึ่งกินระยะเวลาห่างกันอีก 100 กว่าปีมาเท่านั้นเองกระนั้นหรือ???!?
                                                               เจ้าชายอับดุลลอฮฺ อิบนุสะอู๊ด
              หลักฐานที่ยืนยันว่าอังกฤษเป็นฝ่ายสนับสนุนกลุ่มต่อต้านขบวนการของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบก็คือความจริงที่ว่ารัฐบาลอังกฤษได้ส่ง กัปคัน Foster Sadler ไปแสดงความยินดีต่ออิบรอฮีม ปาชา ในการที่เขาสามารถทลายฐานที่มั่นของกลุ่มสะอู๊ดและสานุศิษย์ของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบลงอย่างโหดเหี้ยม พร้อมกันนี้เขายังจับตัวอะมีรอับดุลลอฮฺส่งไปยังอิสตันบูลเพื่อให้องค์คิลาฟะฮฺอุษมานียะฮฺนำตัวไปแห่ประจานกลางที่สาธารณะในฐานะผู้นำลัทธินอกรีตของพวกเขานามว่า “วะฮะบีย์” เมื่อสุลต่านอุษมานียะฮฺกระทำอย่างจุใจอะมีรอับดุลลอฮฺก็ได้ถูกคำสั่งของสุลต่านให้ตัดหัวตายไปในที่สุด นอกจากนี้หลังการปล้นสะดมฐานที่มั่นของพวกวะฮะบีย์แล้ว รัฐบาลอังกฤษกับรัฐบาลออตโตมันยังได้จัดเตรียมความร่วมมือในการสานผลประโยชน์ของอ่าวอารเบียต่อกันด้วย ข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้ยืนยันว่าพวกรัฐบาลอุษมานียะฮฺต่างหากที่สมรู้ร่วมคิดกับพวกอังกฤษในการโจมตีกลุ่มของชัยคฺอับดุลวะฮาบ มิใช่พวกวะฮะบีย์เป็นลุกสมุนของอังกฤษดังคำโพทะนาของคนอวิชชาบางคนบางกลุ่มไม่! และแน่นอนเช่นกันว่าในท้ายที่สุดเองรัฐบาลอังกฤษเป็นผู้สนับสนุนการก่อกบฏของชะรีฟฮุเซนแห่งมักกะฮฺซึ่งก็ไม่ใช่กลุ่มวะฮะบีย์ หากแต่เป็นกลุ่มอากีดะฮฺอะชาอิเราะฮฺผสมกับลัทธิชาตินิยมอาหรับต่างหาก!

                                                                    อิบรอฮีม ปาชา
            การเป็นปฏิปักษ์ของขบวนการชัยคฺอับดุลวะฮาบได้รับการยืนยันโดยท่านอัลลามะฮฺชัยคฺมันศูร อันนัวอฺมานีย์ไว้ว่า
لقد استغل الإنجليز الوضع المعاكس في الهند للشيح محمد بن عبد الوهاب ورموا كل من عارضهم ووقف في طريقهم ورأوه خطرا على كيانهم بالوهابية ودعوهم وهابيين … وكذلك دعا الإنجليز علماء ديوبند - في الهند - بالوهابيين من أجل معارضتهم السافرة للإنجليز وتضييقهم الخناق عليهم
            “ชาติอังกฤษได้สร้างความเป็นศัตรูอย่างที่สุดดังที่ปรากฏอยู่ในอินเดียต่อท่านชัยคฺมูฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบและพวกอังกฤษกล่าวหาทุกคนที่ต่อต้านพวกเขาและยืนหยัดอยู่ในหนทางของผู้ต่อต้าน หรือผู้ที่ถูกพวกเขาพิจารณาว่าเป็นกลุ่มวะฮะบีย์อันตราย เช่นเดียวกับที่อังกฤษเรียกบรรดานักปราชญ์แห่งสำนักเดียวบันในอินเดียว่าวะฮะบีย์ เนื่องจากพวกเขาลุกขึ้นต่อต้านอังกฤษและยังได้วางความกดดันต่อพวกเขา”[9]
            การกล่าวหาท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นดั่งบทกวีที่ว่า
            การกล่างที่อ้างไร้หลักฐาน เว้นเพียงแค่ความโง่เท่านั้นที่เป็นหลักฐาน!


[1] อับดุลอะซีสอิบนุอับดุลละตีฟ. ดะอ์วาอัลมุนาวียีนลิดะอ์วะฮฺตุชชัยคฺมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบ. หน้า 233;  อับดุลกอดีม สะลูม. กัยฟา ฮุดิมัตอัลคิลาฟะฮฺ. หน้า 10.
[2] มัจมูอะฮฺ อัลมุอัลละฟาต อัชชัยคฺ. เล่ม 5 หน้า 11.
[3] มัจมูอะฮฺ อัลมุอัลละฟาต อัชชัยคฺ. เล่ม 1 หน้า 394. อับดุลอะซีสอิบนุอับดุลละตีฟ. ดะอ์วาอัลมุนาวียีนลิดะอ์วะฮฺตุชชัยคฺมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบ. หน้า 233-234.
[4] อะกีดะตุชชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบวะอะษารุฮาฟิลอาลัมอัลอิสลามีย์.  เล่ม 1 หน้า 27.
[5] อับดุลลอฮฺ อัลอุษัยมีน. มุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบฮะยาตุฮุวะฟิกรุฮุ. หน้า 11.
[6] อับดุลอะซีสอิบนุอับดุลละตีฟ. ดะอ์วาอัลมุนาวียีนลิดะอ์วะฮฺตุชชัยคฺมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบ. หน้า 237.
[7] อับดุลอะซีสอิบนุอับดุลละตีฟ. ดะอ์วาอัลมุนาวียีนลิดะอ์วะฮฺตุชชัยคฺมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบ. หน้า 238-239.
[8] ชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบฟีมัรอาตอัชชัรกฺวัลฆ็อรบฺ. หน้า 240.
[9] ดะอายาตมุก็อษษะฟะฮฺฎิฎฎัดชัยคฺมุฮัมมัดอับดุลวะฮาบ. หน้า 105-106.