วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

ประเภทของเตาฮีด : นิยามและความเป็นมา



ประเภทของเตาฮีด : นิยามและความเป็นมา

                                                                                       ชัรฟุดดีน อามิลี
بِسْـمِ اللهِ الرَّحْمَـنِ الرَّحـِيْمِ
اَلْحَمْدُ للهِ الْقَائِلِ فِىْ كِتَابِهِ ((اَلْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِيْنَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِىْ وَرَضِيْتُ لَكُمُ اْلإِسْلاَمَ دِيْنًا))،  وَالصَّلاَةُ وَالسَّلاَمُ عَلَى نَبِيِّهِ الْقَائِلِ ((إِيَّاكُمْ وَمُحْدَثَاتِ اْلأُمُوْرِ فَإِنَّ شَرَّاْلأُمُوْرِ مُحْدَثَاتُهَا))،  وَعَلَى آلِهِ وَصَحْبِهِ وَمَنْ تَبِعَ هَدْيَهُ وَوَالاَهُ       أَمَّا بَعْدُ
           
              ในปลายเดือนพฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้มีโอกาศเดินทางไปยังจังหวัดสตูลเพื่อรับฟังการเสวนาทางวิชาการในเรื่องราวอันเป็นที่ขัดแย้งกันระหว่างสำนักคิดต่างๆในอิสลาม ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่ได้ถูกหยิบยกมาโต้แย้งกันก็คือเรื่องราวของอากีดะฮฺ(หลักยึดมั่น)อิสลามียะฮฺ โดยเฉพาะหลักการศรัทธาในเชิงลึกเกี่ยวกับพระนามและคุณลักษณะของพระองค์อัลลอฮฺศุบฮานะฮุวาตะอาลา
            อย่างไรก็ตามในระหว่างการโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนนั้นได้มีการหยิบยกประเภทของเตาฮีด 3 ประการมาโจมตีฝ่ายที่ยึดถือการเรียนรู้ตามการแบ่งประเภทของเตาฮีดในแบบดังกล่าวด้วยข้อหาว่าเป็นบิดอะฮฺ(อุตริกรรมทางความเชื่อ) และที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือได้มีการพูดกันไปต่างๆนานาจากหมู่ผู้คนที่มารับฟังว่าการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประการนั้นคือนวัตรกรรมใหม่ในศาสนาจากฝีมือของท่านอิบนุตัยมียะฮฺหรือเลยเถิดไปกว่านั้นก็คือชัยมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ!!
            ในระหว่างที่ได้ยินการบริภาษอย่างเผ็ดร้อนอยู่นั้นข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้สนใจอันใดต่อคำกล่าวเหล่านั้นด้วยเพียงเพราะคิดว่าเขากระทำไปด้วยความ ไม่รู้ และชาวมุสลิมที่เรียนรู้ศึกษาเตาฮีดในรูปแบบดังกล่าวก็คงรับทราบถึงความเป็นมาของการแบ่งเตาฮีดดังกล่าวด้วยกระมัง แต่ที่ไหนได้เอาเข้าจริงก็ไม่ยักมีชาวซุนนะฮฺคนใดใคร่รู้ว่าต้นที่มาของการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประการนั้นมาจากแหล่งใด???
       
     สิ่งที่ท่านผู้อ่านควรทราบไว้ก่อนในเบื้องต้นก็คือ เตาฮีด 3 ประเภทที่ว่านั้นประกอบไปด้วย 1) เตาฮีดอัรรุบูบียะฮฺ 2) เตาฮีดอัลอัสมาอ์วัศศิฟาต 3) เตาฮีดอัล-อิบาดะฮฺหรืออัล-อุลูฮียะฮฺ ในความเป็นจริงแล้วการแบ่งเตาฮีดในรูปแบบดังกล่าวหากจะเข้าข่ายของการอุตริกรรม (บิดอะฮฺ) นั้นก็สามารถที่จะเข้าข่ายดังกล่าวได้หากผู้ที่ยึดการเรียนเตาฮีดแบบนี้เชื่อมั่นว่าการแบ่งเตาฮีดในแบบดังกล่าวคือสิ่งที่เป็นแบบอย่างจากท่านนบี (ศ็อลฯ) หรือวาญิบในการศึกษาชนิดที่ใครไม่เรียนรู้ในรูปแบบนี้ก็ถือว่าหลงผิด เพราะในการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทดังที่เห็นนั้นในทางทฤษฎีแล้วมิใช่เป็นการแบ่งประเภทที่มีแบบอย่างจากท่านนบี ศ็อลฯ แต่อย่างใดหากแต่เป็นการประมวลข้อมูลจากคัมภีร์อัลกุรอานของอุลามาอ์และทำการแบ่งประเภทของเตาฮีดเพื่อความสะดวกในการเรียนรู้และศึกษา ดังนั้นหากปราศจากซึ่งความเชื่อในแบบที่กล่าวมาข้างต้นแล้วการแบ่งเตา         ฮีดออกเป็น 3 ประเภทดังที่กล่าวนี้เพื่อเป้าประสงค์ในการศึกษาก็คงมิอาจจะถือว่าเป็นอุตริกรรมในทางศาสนาแต่อย่างใดไม่หากแต่เป็นเพียงขั้นตอนของการแสวงหากระบวนวิธีเพื่อความเข้าใจศาสนาอันเป็นการกระทำที่ศาสนาอนุมัติให้กระทำได้ ดังเช่น การแบ่งวิชาการต่างๆในอิสลามออกเป็นแขนงต่างๆไม่ว่าจะ วิชาหะดีษ,ตัฟซีรอัลกุรอาน,อุลูมอัลกุรอาน,อากีดะฮฺ,ฟิกฮฺ,ชะรีอะฮฺ,และตะเซาวุฟ การแบ่งประเภทวิชาการเหล่านี้ล้วนไม่มีแบบอย่างจากท่านนบี ศ็อลฯและบรรดาซอฮาบะฮฺแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามก็เป็นที่ทราบกันดีว่าการแบ่งสาขาวิชาในแบบดังกล่าวก็เพียงเพื่อความเข้าใจในแก่นแท้ของอิสลามผ่านการเรียนรู้ตามกระบวนวิชาที่ถูกวางไว้ในสาขาเหล่านี้
            สมควรที่จะกล่าวในที่นี้ว่าชาวซุนนะฮฺนั้นมิได้ศรัทธายึดมั่นว่าการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดและวาญิบในการเรียนรู้เพราะในความเป็นจริงแล้ว ยังมีนักปราชญ์อิสลามบางส่วนได้แบ่งเตาฮีดออกเป็นประเภทที่แตกต่างไปจากข้างต้นนี้ เช่น นักปราชญ์บางท่านได้เพิ่มประเภทเตาฮีดอื่นขึ้นมาเช่น เตาฮีดอัล-อิตติบาอฺ หรือ เตาฮีดอัล-ฮากีมียะฮฺ ขณะที่ท่านอิบนุลก็อยยิมเองกลับแบ่งเตาฮีดออกเป็น 2 ประเภทเท่านั้นคือ 1) เตาฮีดอัล-อิลมี อัล-คอบารี 2) เตาฮีดอัล-อิรอฎี อัล-ฏอลาบี ซึ่งประเภทของเตาอีดที่แตกต่างกันไปนี้ข้าพเจ้าจะไม่ขอนำมากล่าวในรายละเอียดเพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญของบทความนี้ (ศึกษาเพิ่มเติมได้ใน  อิสมาแอ สะอิ. 2548. แนวคิดของซัยยิดกุฏุบฺเกี่ยวกับเตาฮีดของอัลลอฮฺในหนังสือฟีซิลาล อัล-กุรอาน. หน้า 43-44. )





ใครแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภท ?
            จากหลักฐานที่เราค้นพบ ปรากฏว่าการแบ่งประเภทของเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทนั้นมีปรากฏอยู่ในหนังสือของ ท่านอิบนุบัฏเฏาะฮฺ อัล-อัคบะรีย์ (304-387) ซึ่งเป็นอุลามาอ์อิสลามในช่วงศตวรรษที่ 4 ของฮิจเราะฮฺศักราช ตามประวัติแล้วท่านคือสานุศิษย์ของท่านอบุลกอซิมอัล-บะฆอวีย์ เคียงคู่กับศิษย์อีกท่านหนึ่งคือ อบูนุอัยมฺ อัล-อัสบะฮะนีย์ อย่างไรก็ตามแต่แม้ว่าท่านอิบนุบัฏเฏาะฮฺจะได้ชื่อว่าเป็นอิมามท่านหนึ่งของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺฯแต่กระนั้นก็ตามท่านมีข้อบกพร่องในเรื่องของความจำอยู่ ทว่าชื่อเสียงของท่านเลื่องลือในด้านของการต่อสู้และตอบโต้กลุ่มนอกรีตต่างๆในสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็น ก็อดรียะฮฺ,มุอฺตะสิละฮฺ,คอวาริจญ์,มุรญิอะฮฺและรอฟิเฎาะฮฺชีอะฮฺ
            ท่านอิมามอิบนุบัฏเฏาะฮฺอัล-อัคบารีย์กล่าวไว้ในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า
 الإبانة عن شريعة الفرقة الناجية ในเล่ม ที่ 2 หน้า 172-173 ความว่า
وذلك أن أصل الإيمان بالله الذي يجب على الخلق اعتقاده في إثبات الإيمان به ثلاثة أشياء: أحدها: أن يعتقد العبد ربانيته؛ ليكون بذلك مبايناً لمذهب أهل التعطيل الذين لا يثبتون صانعاً. والثاني: أن يعتقد وحدانيته؛ ليكون بذلك مبايناً لأهل الشرك الذين أقروا بالصانع وأشركوا معه في العبادة غيره. والثالث: أن يعتقده موصوفاً بالصفات التي لا يجوز إلا أن يكون موصوفاً بها من العلم والقدرة والحكمة وسائر ما وصف به نفسه في كتابه.
            และด้วยเหตุนี้นี่คือรากฐานของการศรัทธาในพระองค์อัลลอฮฺซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น(วาญิบ)เหนือสรรพสิ่ง(ทั้งปวง)ในการยืนยันต่อการศรัทธาต่อพระองค์ด้วยกับสิ่งสามประการนี้
            ประการแรก : คือการที่บรรดาบ่าวของพระองค์ศรัทธาใน ร็อบบานียะฮฺ ของพระองค์(หมายถึงศรัทธาในการเป็นพระเจ้าเหนือมัคลูกทั้งปวงของพระองค์) ดังนั้นด้วยกับสิ่งนี้พระองค์จึงบริสุทธิ์จากแนวทางของผู้ที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระองค์ซึ่งพวกเขาไม่ได้ทำการยืนยันต่อ(การเป็น)ผู้สร้าง(ของพระองค์)
            ประการที่สอง : คือการที่เขา(มนุษย์)ศรัทธาในความเป็น วะฮฺดานียะฮฺ (ความเป็นเอกะ)ของพระองค์ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงบริสุทธิ์จากบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีซึ่งทำการยืนยันต่อผู้สร้างแต่ทว่าได้ทำการตั้งภาคีด้วยการเคารพสักการะสิ่งอื่น
            ประการที่สาม : คือการที่มนุษย์ศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกกล่าวถึงพระองค์ด้วยคุณลักษณะ(ศิฟาต)ซึ่งไม่เป็นที่อนุมัติ(ที่จะพาดพิงพระองค์ถึงด้วยศิฟาตหนึ่งใด)เว้นแต่คุณลักษณะที่ได้ถูกแจกแจงไว้ ดังเช่น อิลมฺ(ความรู้), กุดเราะฮฺ(อำนาจ),ฮิกมะฮฺ(วิทยญาณ) และทั้งปวงจากสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงพระองค์เองในคัมภีร์อัลกุรอาน”
            จากหลักฐานข้างต้นเราจะพบว่าการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทตามที่ได้ถูกร่ำเรียนกันอยู่ในปัจจุบันนั้นมิใช่เป็นนวัตกรรมใหม่ทางศาสนาซึ่งถูกอุติรขึ้นโดยกลุ่มคนนอกรีตนอกรอยในเรื่องเตาฮีด(เอกวิทยา)ตามที่ได้มีบางกลุ่มบางพวกได้อ้างไว้แต่อย่างใด และแน่นอนว่าการแบ่งประเภทเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทดังข้างต้นนั้นจะสมบูรณ์พอที่แจกแจงถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้มากน้อยเพียงใดนั้นพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่ง
โดยสรุปแล้วการแบ่งประเภทเตาอีดของท่านอิบนุบัฏเฏาะฮฺปราชญ์และอิมามแห่งอะฮฺลุซซุนนะฮฺฯแห่งศตวรรษที่ 4 ของอิสลามนั้นคือการแบ่งเตาฮีดที่ได้ถูกเล่าเรียนกันในวิชาเตาฮีดในยุคสมัยของเราซึ่งประกอบไปด้วยสามส่วนคือ 1) ร็อบบานียะฮฺ อันหมายถึงการศรัทาต่อการเป็นพระผู้อภิบาลของพระองค์อัลลอฮฺซึ่งเป็นแก่นเนื้อหาเดียวกันกับ เตาฮีดรุบูบียะฮฺ 2) เตาฮีดวะฮฺดานียะฮฺ อันหมายถึงการไม่กระทำการตั้งภาคีต่อพระองค์ภาคส่วนนี้ผูกพันธ์อยู่กับพฤติกรรมของมนุษย์อันเป็นเนื้อหาเดียวกันกับเตาฮีดอัลอิบาดะฮฺหรืออุลูฮียะฮฺ 3) คือการศรัทธาต่อคุณลักษณะของพระองค์ที่ได้ถูกระบุไว้ในอัลกุรอานอันไพโรจน์ของพระองค์อันเป็นเนื้อหาเดียวกันกับเตาฮีดอัล-อัสมาอ์วัศศิฟาต
            เมื่อเราพิจารณาองค์ประกอบของเตาฮีดทั้งสามส่วนนี้แล้วเราจะพบว่ามันมิใช่เป็นหลักความเชื่อที่นอกรีตนอกรอยหรืออาศัยทฤษฎีทางปรัชญาใดๆมาอธิบายถึงความเป็นเอกะของอัลลอฮฺศุบฮานะฮุวาตะอาลาแต่อย่างใดเลย หากแต่เป็นเกณฑ์การแบ่งที่วางพื้นฐานอยู่บนการกลั่นกรองหลักคำสอนมาจากอัลกุรอานอย่างแท้จริง นอกจากนี้แล้วเราจะพบว่าปราชญ์อิสลามจากสำนักคิดอัล-อะชาอิเราะฮฺบางท่านก็ยอมรับในการภาคส่วนของเตาอีดทั้ง 3 ด้วยเช่นกันดังที่เราพบการเอ่ยถึงเตาฮีดทั้ง 3 ส่วนจากงานเขียนของอุลามาอ์อะชาอิเราะฮฺในยุคต้น
ท่านอัล-กอฎีอบูบักรอัล-บากิลลานี รอฮิมาฮุลลอฮฺ ปราชญ์คนสำคัญของอะชาอิเราะฮฺได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านที่มีชื่อว่า “อัลอินศอฟ” ไว้ว่า


 
และการอีมานในอัลลอฮฺตะอาลานั้นประกอบไปด้วยการมอบ(เตาฮีด)ความเป็นเอกะแก่พระองค์ผู้ทรงสูงส่ง และพาดพิงถึงพระองค์ด้วยกับคุณลักษณะของพระองค์และทำการปฏิเสธว่าพระองค์ทรงมีข้อบกพร่อง(เช่นมัคลูก)อัน(เป็นคุณลักษณะที่)บ่งชี้ถึงสภาวะของสิ่งถูกสร้างซึ่ง(มัคลูก)สามารถที่จะมีคุณลักษณะที่บกพร่องเหล่านี้ได้ และการมอบความเป็นหนึ่งแก่พระองค์นั้นคือการยืนยันว่าพระองค์คือผู้ทรงสรรค์สร้าง,ทรงดำรงอยู่,ทรงเป็นพระเจ้า,ทรงเป็นหนึ่ง,ทรงเป็นผู้ได้รับการเคารพสักการะและไม่มีสิ่งใดที่จะเสมอเหมือนพระองค์เหนือสิ่งที่ได้ถูกเปิดเผยโดยคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า และพระเจ้าของพวกเจ้านั้นทรงเป็นเอกะไม่มีสิ่งใดที่จะมีสิทธิ์ได้รับการเคารพสักการะเว้นแต่พระองค์ผู้ทรงเมตตาผู้ทรงกรุณา (2:163) และคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า ไม่มีสรรพสิ่งใดเสมือนพระองค์และพระองค์ทรงได้ยินและทรงเห็นทุกสิ่ง (42:11)”
(หนังสือ อัลอินศอฟ หน้า 22)
            จากคำอรรถาธิบายข้างต้นเราจะพบว่าแม้ในการอธิบายถึงเรื่องของเตาฮีด ท่านกอฎีอบูบักรอัลบากิลลานีก็ไม่ได้ไปไกลเกินกว่าองค์ประกอบของเตาฮีดทั้ง 3 ส่วนแต่อย่างใดเลย เพราะจากคำพูดของท่านเราสามารถประมวลได้ว่าอัลลอฮฺนั้นทรงเป็นพระผู้อภิบาลผู้ทรงเอกะคือเป็นพระเจ้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว และพระองค์ทรงไว้ซึ่งคุณลักษณะอันสูงส่งตลอดจนเป็นผู้เดียวที่ทรงสิทธิ์ในการได้รับการเคารพสักการะจากมวลมนุษย์
            จากแก่นธรรมแห่งคำสอนเหล่านี้เราขอกล่าวย้ำว่าอัลลอฮฺนั้นทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริงเพียงพระองค์เดียวผู้ซึ่งมีคุณลักษณะและพระนามที่เพรียบพร้อมไปด้วยความสมบูรณ์และแตกต่างจากมัคลูกทั้งปวงในด้านความเหมือนและวิธีการ ทั้งยังเป็นเพียงผู้เดียวที่ทรงสิทธิในการได้รับการเคารพสักการะจากมวลมนุษย์


ข้อตัดสินว่าด้วยการใช้กฎหมายอื่นนอกจากกฎหมายของอัลลอฮฺ : กระบวนการพิทักษ์ความคิดมูลฐานต่อเอกวิทยาแห่งนิติศาสตร์


ข้อตัดสินว่าด้วยการใช้กฎหมายอื่นนอกจากกฎหมายของอัลลอฮฺ
: กระบวนการพิทักษ์ความคิดมูลฐานต่อเอกวิทยาแห่งนิติศาสตร์
              

                                                                                                         
ชัรฟุดดีน อามิลี


วิชานิติศาสตร์หรือหลักวิชาว่าด้วยการใช้กฎหมายนั้นถือว่าเป็นวิชาที่ได้รับความนิยมในการเรียนรู้ศึกษาเป็นอย่างมากในหมู่เยาวชนมุสลิมและในหมู่นักวิชาการมุสลิม เราจะพบว่าในแวดวงการศึกษาในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะในพวกนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์การปกครองนั้น การเรียนรู้ปรัชญาการใช้กฎหมายการปกครองที่ถูกถ่ายทอดมายังโลกตะวันตกโดยตำราเรียนต่างๆดูคล้ายจะเป็นที่นิยมจนบางครั้งอาจจะเรียกว่า “เห่อ” ตามกระแสการศึกษาก็ว่าได้ ดังจะสังเกตได้ว่าหลักปรัชญาการใช้กฎหมายปกครองที่ถูกวางรากฐานจากนักคิดของชาวยุโรปช่วงยุคแห่งการรู้แจ้งทางปัญญา (The Enlightenment) มักได้รับความนิยมเรียนรู้ศึกษากันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีว่าด้วยการแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออร์ หรือแม้กระทั่งหลักการปกครองด้วยศิลปะตามปรัชญาของเมคคียวิลีในหนังสือ The Prince เองก็ตาม นี่ยังไม่นับแนวคิดผิดแผกแหวกคอกจากหลักการอิสลามไม่ว่าจะเป็นหลักปรัชญาว่าด้วยสัญญาประชาคมของรุสโซ, จอห์น ล็อคและโธมัส ฮอบ
            บทความนี่ไม่ได้มีเจตนารมณ์และเป้าประสงค์ที่จะเข้าไปทำการอภิปรายว่าหลักกฎหมายอิสลามกับกฎหมายสากลที่ถูกร่างขึ้นโดยนักปรัชญาของโลกตะวันตกนั้นใครดีใครเด่นใครเจ๋งกว่ากัน เพราะหากจะให้ทำการอภิปรายกันในเชิงอภิปรัชญาเช่นนี้แล้วก็คงต้องอาศัยการเขียนตำราเป็นเล่มๆ ซึ่งบทความชิ้นนี้มีเป้าประสงค์เพียงเพื่อจะทำการ “ตักเตือน” แก่เหล่านักกฎหมายมุสลิมในไทยตลอดจนนักศึกษาวิชารัฐศาสตร์ที่บางครั้งมักหลงไหลไปกับวาทกรรมแห่งปัญญาในเรื่องกฎหมายปกครองที่ถูกประเคนเข้ามาในระบอบการศึกษาของรัฐประชาธิปไตยนี้ เพราะทั้งนี้แล้วเรื่องราวของ “กฎหมาย” จัดได้ว่าเป็นแขนงหนึ่งของการศรัทธาที่ต้องมีจุดยืนที่ถูกต้องพอๆกันกับการศรัทธาในภาคส่วนของอิสลาม(แต่มักไม่ค่อยได้รับการพูดหรือเข้าใจว่ากฎหมายก็คืออากีดะฮฺอันสำคัญ) หากการศรัทธาเหล่านี้ผิดเพี้ยนไปแล้วไซร้สถานภาพของการเป็นมุสลิมก็อาจจะคลอนแคลนลงไปจนถึงขั้นของการเสียศรัทธาเลยก็ว่าได้ อีกทั้งในห้วงเวลาที่กระแสอิสลามมานุวัตรหรือกระบวนการที่อ้างว่าเป็นการเปิดรับการศึกษาจากภายนอกโดยปรับเข้าหาอิสลามนั้น การจะใช้กระบวนการอิสลามมานุวัตรดังกล่าวอย่างได้ผลก็จำต้องหนีไม่พ้นการรู้จักจุดยืนและหลักยึดมั่นของอิสลามอย่างถูกต้อง เพราะไม่เช่นนั้นแล้วกระบวนการอิสลามมานุวัตรจะเป็นเพียงดาบสองคมที่เปิดทางให้กับการศึกษาที่เป็นพิษภัยต่ออิสลามแล้วสุดท้ายก็บิดอิสลามให้เข้าหาอย่างอื่นดังที่เห็นๆกันในหมู่นักวิชาการบางสายในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นบทความสั้นๆนี้อาจจะเป็นการปรับความเข้าใจต่อนักกฎหมายและนักรับศาสตร์มุสลิมถึงจุดยืนที่ชัดเจนของหลักการอิสลาม อาจเรียกว่าเป็นบทความแนวอิสลามมานุวัตรว่าด้วยการศึกษากฎหมายและรัฐศาสตร์เพื่อให้สอดคล้องกับหลักคิดมูลฐานของอิสลามในเรื่องเอกวิทยา(เตาฮีด)อย่างนั้นก็ว่าได้
พระองค์อัลลอฮฺได้กล่าไว้ว่า

{ إِنَّآ أَنزَلْنَا ٱلتَّوْرَاةَ فِيهَا هُدًى وَنُورٌ يَحْكُمُ بِهَا ٱلنَّبِيُّونَ ٱلَّذِينَ أَسْلَمُواْ لِلَّذِينَ هَادُواْ وَٱلرَّبَّانِيُّونَ وَٱلأَحْبَارُ بِمَا ٱسْتُحْفِظُواْ مِن كِتَابِ ٱللَّهِ وَكَانُواْ عَلَيْهِ شُهَدَآءَ فَلاَ تَخْشَوُاْ ٱلنَّاسَ وَٱخْشَوْنِ وَلاَ تَشْتَرُواْ بِآيَاتِي ثَمَناً قَلِيلاً وَمَن لَّمْ يَحْكُم بِمَآ أَنزَلَ ٱللَّهُ فَأُوْلَـٰئِكَ هُمُ ٱلْكَافِرُونَ }



“"แท้ จริงเราได้ให้อัต-เตารอตลงมา โดยที่ในนั้นมีข้อแนะนำ และแสงสว่าง ซึ่งบรรดานบีที่สวามิภักดิ์ได้ใช้อัต-เตารอตตัดสินบรรดาผู้ที่เป็นยิว และบรรดาผู้ที่ รู้แล้วในอัลลอฮ์ และนัก ปราชญ์ทั้งหลายก็ได้ใช้อัต-เตารอต ตัดสินด้วย เนื่องด้วยสิ่งที่พวกเขาได้รับมอบหมายให้รักษาไว้ (นั่นคือ) คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และพวก เขาก็เป็นพยานยืนยันในคัมภีร์นั้นด้วย ดังนั้นพวกเจ้า จงอย่ากลัวมนุษย์แต่จงกลัวข้าเถิด และจงอย่าแลกเปลี่ยนบรรดา โองการของข้ากับราคาอันเล็กน้อย และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแล้วชน เหล่านี้แหละคือผู้ปฏิเสธการศรัทธา" อัล-กุรอ่าน อัลมาอิดะฮฺ 5:44
ท่านเชคอับดุลอะซีส บินบาซ (รอฮิมาฮุลลอฮฺ)  ได้ฟัตวาไว้ถึงหลักศรัทธาของชาวมุสลิมต่อการเข้าใจในกฎหมายไว้ว่า
من اعتقد أن غير هدي النبي صلى الله عليه وسلم أكمل من هديه وأن حكم غيره أحسن من حكمه كالذي يفضل حكم الطواغيت على حكمه فهو كافر
“ผู้ใดก็ตามที่เชื่อว่าทางนำอื่นนั้นดีกว่าทางนำของมุฮัมมัด ศ็อลฯ หรือเชื่อว่าข้อตัดสินอื่นนอกจากท่านนบี ศ็อล นั้นดีกว่าข้อตัดสินของท่านนบีแล้วไซร้ ก็ดุจดังบุคคลที่พิจารณาว่าข้อตัดสิน(กฎหมาย)ของตะวาฆีต(ตอฆูต)นั้นคือสิ่งที่ดีกว่าข้อตัดสินของท่านนบี ดังนั้น(หากใครเชื่อเช่นนั้นก็ถือว่า)เขาคือกาเฟร
ฟัตวาเชคบินบาซ-หนังสือนะวากิดุลอิสลาม 


ท่านเชคอับดุลอะซีส อัรอญิฮีย์ อุลามาอ์อาวุโสของซาอุดิอารเบียลูกศิษย์เชคบินบาซได้กล่าวฟัตวาไว้ในหนังสือที่ท่านได้ทำการอรรถาธิบายหนังสือของเชคมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ (รอฮิมาฮุลลอฮฺ) ที่ชื่อว่า “นะวากิดุลอิสลาม” ไว้ดังนี้
وكذلك إذا اعتقد أن هناك حكما أحسن من حكم النبي صلى الله عليه وعلى آله وسلم كأن يعتقد أن الحكم بالقوانين أحسن من الحكم بالشريعة فهذا مرتد بإجماع المسلمين. وكذلك إذا اعتقد أن الحكم بالقوانين مماثل لحكم الشريعة يكفر أيضا .
 “และเช่นนั้นแหละหากเขาเชื่อว่ามีกฎหมายอื่นที่ดีกว่ากฎหมายของมุฮัมมัด ศ็อลฯ เช่นที่คนๆหนึ่งเชื่อว่าการตัดสินด้วยกฎหมายฆราวาส(เซคิวลาร์)นั้นดีกว่ากฎหมายชะรีอะฮฺ ดังนั้นบุคคลเช่นนี้ได้ถือว่าตกศาสนาไปแล้วตามมติเอกฉันท์ของบรรดามุสลิม และเช่นกันหากเขาเชื่อว่าการตัดสินด้วยกฎหมายเซคิวลาร์นั้นเสมอเหมือนกับการตัดสินด้วยกฎหมายชะรีอะฮฺก็ถือว่าเขาได้กระทำการณ์อันเป็นกุฟรฺ(การกระทำที่อยู่ในขอบข่ายของการปฏิเสธศรัทธา)”
ท่านเชคกล่าวต่อไปว่า
إذا حكم بالقوانين واعتقد أنها أحسن من حكم الشريعة كفر وإذا حكم بالقوانين واعتقد أنها مماثلة لحكم الشريعة كفر وإذا حكم بالقوانين واعتقد أن حكم الشريعة أحسن من الحكم بالقوانين لكن يجوز الحكم بالقوانين كفر أيضا ففي الحالات الثلاث كلها يكفر
เมื่อบุคคลใดได้ตัดสินด้วยกฎหมายเซคิวลาร์และศรัทธาว่ากฎหมายเหล่านั้นดีกว่ากฎหมายชะรีอะฮฺก็ถือว่าเขาได้กระทำการณ์อันเป็นกุฟรฺ เมื่อบุคคลใดได้ตัดสินด้วยกฎหมายเซคิวลาร์และเชื่อว่ามันเสมอเหมือนกับการตัดสินด้วยกฎหมายชะรีอะฮฺก็ถือว่าเขาได้กระทำการณ์อันเป็นกุฟรฺ และเมื่อบุคคลใดก็ตามที่เชื่อว่ากฎหมายชะรีอะฮฺดีกว่ากฎหมายเซคิวลาร์และเชื่อว่าการตัดสินด้วยกฎหมายเซคิวลาร์เป็นที่อนุมัติก็ถือว่าเขาได้ทำการกุฟรฺเช่นกัน ดังนั้นเงื่อนไขทั้งสามนี้คือปัจจัยที่ทำให้เขาให้เขากระทำการณ์อันเป็นกุฟรฺ”
  

ท่านผู้อ่านพึงเข้าใจด้วยว่าสำหรับนักกฎหมายมุสลิม ที่ทำการตัดสินคดีความด้วยกฎหมายเซคิวลาร์ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย,มาร์กซิสต์หรืออะไรก็ตามที่อื่นไปจากอิสลาม โดยทำการตัดสินไปภายใต้ความศรัทธาที่ว่าการตัดสินด้วยกฎหมายอื่นจากที่อัลลอฮฺทรงวิวรณ์แก่มุฮัมมัด ศ็อลฯ นั้นคือความผิดบาปและไม่อนุมัติให้กระทำและตัวเขากำลังกระทำบาปก็ขอให้เขาได้ทำการขออภัยโทษต่อพระองค์อัลลอฮฺและถือว่าเขาได้กระทำบาปไปโดยไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นกุฟรฺใหญ่ ดังที่ท่านเชคอับดุลอะซีสกล่าวไว้ว่า
وهناك حالة رابعة إذا حكم بالقوانين أو بالقانون في مسألة من المسائل أو في قضية من القضايا وهو يعتقد أن الحكم بالشريعة هو الواجب، وأنه لا يجوز الحكم بالقوانين، وأنه لا يجوز أن يحكم بغير ما أنزل الله وهو يعتقد أنه ظالم وأنه مستحق للعقوبة لكن غلبته نفسه وهواه وشيطانه فحكم بغير ما أنزل الله، حكم بغير ما أنزل الله لشخص حتى ينفع المحكوم له أو حتى يضر المحكوم عليه، فينفع المحكوم له ؛ لأنه صديق له أو قريب له، أو جار له، أو يضر المحكوم عليه لأنه عدو له، وهو يعلم أن الحكم يما أنزل الله واجب وأنه مرتكب للمعصية هذا يكفر كفرا أصغر ولا يخرج من الملة .
فيكون الحكم بغير ما أنزل الله أربع حالات، ثلاث حالات يكفر فيها كفرا أكبر، والرابعة يكفر كفرا أصغر  

และมีอยู่ใน  กรณีที่ 4 : คือบุคคลใดที่ตัดสินด้วยกับกฎหมายเซคิวลาร์ในปัญหาหนึ่งจากปัญหาต่างๆหรือในกิจการหนึ่งจากกิจการต่างๆ ขณะเดียวกันกับที่ตัวเขาเชื่อว่าการตัดสินด้วยกฎหมายชะรีอะฮฺนั้นคือสิ่งที่วาญิบ(บังคับให้กระทำ) และการกระทำดังกล่าว(การตัดสินด้วยกฎหมายอื่น)คือสิ่งที่ไม่อนุมัติสำหรับเขาให้กระทำ และยังเป็นสิ่งที่ไม่อนุมัติสำหรับเขาให้ตัดสินด้วยกฎหมายอื่นจากที่อัลลอฮฺทรงวะฮีย์ไว้ และเขายังเชื่อว่าเขาคือผู้กระทำผิดและเป็นการสมควรที่เขาจะได้รับการลงโทษ เพียงแต่ว่าที่เขาทำไปเช่นนั้นเพราะอารมณ์,ความปรารถนาและชัยตอนในตัวเขานั้นมีอำนาจเหนือจิตใจเขา และดังนั้นเขาได้ตัดสินด้วยกับกฎหมายอื่นจากสิ่งที่อัลลอฮฺได้ประทานลงมา โดยอาจจะกระทำไปเพราะการช่วยเหลือและการทำเช่นนั้นทำให้เขาได้สร้างประโยชน์ต่อบุคคลที่อยู่ในการช่วยเหลือ และเขาได้ทำการพิพากษาหรือสร้างความเสียหายแก่บุคคลที่เป็นคู่กรณีและยังความช่วยเหลือต่อคู่กรณีอีกคนหนึ่งภายใต้ข้อพิพากษาทางกฎหมายที่เขาตัดสินไป ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเขาทำไปเพราะช่วยเหลือคู่กรณีที่เป็นเพื่อนของเขา,หรือมีความสัมพันธ์กับเขา,หรือเป็นเพื่อนบ้านของเขาหรือไม่ก็เพราะว่าคู่กรณีอีกคนนั้นที่เขาได้ใช้กฎหมายสร้างความเสียไปนั้นอาจจะเป็นศัตรูของเขา แต่ในขณะเดียวกันที่เขาก็รู้ว่าการตัดสิน(เช่นนี้)ด้วยสิ่งที่อัลลอฮฺทรงได้ประทานลงมา(อัลกุรอาน)นั้นคือวาญิบและเขาก็เป็นเพียงผู้กำลังกระทำความผิดด้วยการฝ่าฝืนพระองค์ และนี่คือการกุฟรฺอย่างหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นการกุฟรฺเล็กที่ไม่ส่งผลต่อการออกจากศาสนา(ตกมุรตัด) ดังนั้นการตัดสินที่ถูกตัดสินด้วยกฎหมายอื่นจากที่อัลลอฮฺทรงประทานมาจึงมีเงื่อนไขในการตัดสินอยู่ 4 เงื่อนไข 3 เงื่อนไขแรกถือว่าเป็นการกุฟรฺด้วยกับกุฟรฺใหญ่ และเงื่อนไขที่ 4 อันเป็นการกระทำที่กุฟรฺหากแต่ถือเป็นกุฟรฺเล็ก
เชคอับดุลอะซีสอัรรอญิฮีย์-ชัรฮุลนะวากิดุลอิสลาม



ท่านผู้อ่าน,ปัญญาชนและนักกฎหมายมุสลิมทั้งหลาย โปรดพิจารณาถึงจุดยืนของท่านว่าอยู่ในเงื่อนไขใด และโปรดจงระแวดระวังจุดยืนของท่านที่อาจสอดคล้องกับเงื่อนไขที่ 3 เพราะเงื่อนไขที่3กับ4 นั้นมีเส้นบางๆที่แบ่งแยกกันไว้อยู่แต่ผลของการตัดสินต่อจุดยืนนั้นช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และกฎหมายของอัลลอฮฺนั้นทรงดีเลิศที่สุด

วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554

เมาลานาวะฮิดุดดีน คาน : หนึ่งในนักปราชญ์จากแดนอนุทวีปที่น่าสนใจมาก



ท่านผู้นี้คือหนึ่งในนักปราชญ์อิสลามที่ผมชื่นชอบในความคิดและงานเขียนของท่านมาก ท่านเป็นชาวอินเดียชื่อว่า เมาลานาวาฮิดุดดีน คาน เกิดในปี 1925 เมืองอัสสัมฆัรของอินเดีย ท่านผ่านการศึกษาด้านอิสลามในระบบดั้งเดิมทั่วไปในอินเดียอย่างมัดรอซะฮฺ หลังจากนั้นท่านจึงหันมาจับงานเขียนอิสลามในบทความของวารสารฉบับหนึ่งและท้ายที่สุดท่านก็ดำเนินการเปิดศูนย์กลางอิสลามในกรุง เดลฮี ช่วงปี 1975
  ท่านเมาลานามีความโดดเด่นในด้านงานเขียนมากท่านเขียนบทความในสามภาษาคือ อุรดู,อังกฤษและฮินดี ในบรรดาบทความเชิงวิพากษ์ของท่านที่โด่งดังมากคือ 'Hijacking - A Crime'[สลัดอากาศ], 'Rights of Women in Islam'[สิทธิสตรีในอิสลาม], 'The Concept of Charity in Islam'[โลกทัศน์เกี่ยวกับการกุศลในอิสลาม] and 'The Concept of Jihad'.[โลกทัศน์แห่งญิฮาด]
  อย่างไรก็ตามผู้เขียนชื่นชอบและหลงไหลงานเขียนหนังสือของท่านมากอันเนื่องจากท่านเป็นนักเขียนอิสลามที่มีสีสันและเน้นการวิพากษ์และโต้แย้งต่อระบอบตะวันตกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และถึงพริกถึงขิง หนังสือชื่อ God arise ซึ่งถูกแปลไทยโดย อ.บรรจง บินกาซัน ในชื่อ “ใครว่าพระเจ้าไม่มี” ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่ผมติดใจอ่านมากเพราะมันโต้แย้งพวกปฏิเสธพระเจ้าอย่างเจ็บแสบทั้งยังอภิปรายรากฐานปรัชญาอันมืดบอดของชาวตะวันตกตลอดจนยังพิสูจน์ถึงสัจธรรมของอิสลามด้วยวิธีที่แปลกใหม่ เช่นการที่ท่านพิสูจน์ถึงความจริงของชีวิตหลังความตายด้วยปรัชญาของความยุติธรรมแห่งจักรวาล 
 โดยหนังสือเล่มนี้ของท่าน ท่านพยายามจะบอกกล่าวกับพวกปฏิเสธพระเจ้าว่าอิสลามไม่ได้ขัดแย้งอะไรเลยกับวิทยาศาสตร์ หากแต่วิทยาศาสตร์เป็นแต่เพียงเครื่องมือในการอธิบายว่าพระเจ้าดูแลจักรวาลทั้งปวงอย่างไร How แต่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบได้ว่าทั้งหมดในจักรวาลเหตุใดจึงเป็นไปแตามระเบียบเช่นั้น Why ท่านจึงสรุปว่าวิทยาศาสตร์มิใช่อะไรนอกจากการเริ่มต้นที่จะเรียนรู้การทำงานของพระเจ้าก็แค่นั้นเอง
 
 อีกเล่มคือ Woman between western and islam (สตรีระหว่างตะวันตกและอิสลาม) ซึ่งได้วิพากษ์พวกสตรีนิยมอย่างเผ็ดร้อน
งานเขียนของเมาลานายังมี เล่มอื่นๆอีกดังนี
• The Prophet of Peace
• The Quran A New Translation
• A Treasury of the Quran
• Tazkirul Quran
• Indian Muslims: The Need for a Positive Outlook
• Introducing Islam: A Simple Introduction to Islam
• Islam Rediscovered: Discovering Islam From Its Original Sources
• Islam and Peace
• Islam: Creator of the Modern Age
• Words of the Prophet Muhammad
นอกจากนี้ท่านเมาลานายังแปลอัลกุรอานเป็นภาษาอังกฤษพร้อมทำการตัฟซีรอีกด้วย
บทบาทของ ท่านในด้านสังคมมีมากมาย เช่น การสอนศาสนาในรายการทีวีต่างๆอย่าง ETV Urdu, Bridges TV, ITV, ARY Digital, QTV, Aaj TV และยังเป็นสมาชิกขององค์กร The Elijah Interfaith Institute ในฐานะผู้นำทางศาสนาของโลก

วิพากษ์คำแอบอ้าง เรื่องเดินทางไปซีเรียของ ท่านนบี ศ็อลฯ


วิพากษ์คำแอบอ้างเรื่องเดินทางไปซีเรียของท่านนบี ศ็อลฯ

เรียบเรียง : ขัรฟุดดีน อามิลี

 
ท่านนบีมุฮัมมัดกับการเดินทางไปค้าขาย


และแล้วเราก็ได้ก้าวล่วงมาถึงข้อสมมุติฐานทีสำคัญที่สุดซึ่งพวกนักวิชาการแห่ง ระบอบปฏิเสธพระเจ้าได้กล่าวเน้นย้ำนักหนาถึงความเป็นเป็นไปได้ของสมมุติฐาน ข้อนี้อันจะก่อให้เกิด “เงื่อนไข” ในการก่อร้างสร้างตัวของศาสนาอิสลาม โดยทั้งนี้พวกเขากล่าวว่าการเดินทางไปค้าขายยังต่างประเทศของท่านนบีมุฮัม มัด ศ็อลฯ ทำให้ท่านได้รับประสบการณ์ทางศาสนาจากการแลกเปลี่ยนพบปะเสวนากับบาทหลวงชาว ยิวและคริสต์เตียนหรือจากการสังเกตใคร่ครวญศาสนพิธีของผู้คนในดินแดนแถบนั้น ต่อประเด็นข้อกล่าวอ้างนี้ข้าพเจ้าจะขอนำเสนอให้ท่านได้รับทราบถึงการตั้ง สมมุติฐานของพวกเขาดังนี้

เสถียรโกเกศ ได้กล่าวไว้ว่า

“พระ มะหะหมัดเป็นกำพร้าบิดามารดามาแต่เด็ก ทั้งญาติที่ใกล้ชิดส่วนมากก็ยากจน เพราะฉะนั้นในเวลาต่อมาพระมะหะหมัดจึงจำเป็นต้องพึ่งตนเอง โดยเป็นคนขี่อูฐไปกับกองคาราวานค้าขาย ซึ่งไปไกลถึงประเทศซีเรีย และบางทีก็ไปอาจจนกระทั่งประเทศอียิปต์ พระมะหะหมัดไม่ได้รับการศึกษาอบรมอะไร และลางทีจะอ่านเขียนก็คงไม่ได้แต่เป็นคนมีปัญญาไว และเป็นผู้สนใจในความรู้ผิดกับเด็กหนุ่มอื่นๆที่ขับขี่อูฐ ก็ที่เป็นคนคอยเปิดหูเปิดตาเมื่อไปถึงเมืองซึ่งยังไม่เคยไป ถ้าเห็นอะไรแปลกก็หูผึ่งคอยสำเนียกฟังและจดจำเอาไว้ โดยเฉพาะใฝ่ใจเป็นพิเศษในเรื่องศาสนาต่างๆ ที่มีอยู่ในดินแดนไกลที่ได้ไปถึงและดูเหมือนจะมีนิสัยสนใจเรื่องศาสนามาแล้วแต่ดั้งเดิมด้วย”[ เสถียรโกเกศ. ศาสนาเปรียบเทียบ. หน้า 424]

รองศาสตราจารย์ฟื้น ดอกบัวกล่าวว่า

“มุฮัมหมัดก็พยายามเสาะแสวงหาความรู้อยู่เสมอต่อมาได้เป็นลูกจ้างของหญิงม่ายชื่อคอดิยะฮฺคุมคาราวานไปขายสินค้ายังประเทศซีเรีย ได้มีโอกาสพบปะคนนับถือศาสนาต่างๆโดยเฉพาะก็ศาสนายูดา คริสต์และโซโรอัสเตอร์ ทำให้มุฮัมมัดซึ่งก็สนใจศาสนาอยู่แล้วก็ถึงขั้นดื่มด่ำในศาสนา”[ฟื้น ดอกบัว. ศาสนาเปรียบเทียบ. หน้า 204]



ข้อวิพากษ์และคำโต้แย้ง


โดยสรุปจากข้อเขียนของนักวิชาการเหล่านี้ พวกเขามองว่าท่านนบีมุฮัมมัดได้หยิบยืมแนวคิดทางศาสนายิวและคริสต์มาดัดแปลงเป็นศาสนาอิสลามอันเป็นประสบการณ์และปัจจัยที่ท่านได้รับมาในขณะเดินทางไปค้าขายยังซีเรีย ซึ่งเรื่องนี้เราจะมาตรวจสอบถึงความเป็นไปได้ของมันกัน





บันทึกทางประวัติ ศาสตร์ที่ถูกต้องได้ให้ข้อมูล แก่เราว่า ช่วงชีวิตทั้งหมดของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ก่อนการประกาศอิสลามนั้น ท่านได้เดินทางออกนอกเมืองมักกะฮฺทั้งหมดเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้น
[ดู Dr. Zakir Abdul Karim Naik. 10 Most Common Questions Asked by Christians about Islam. P. 3]

ครั้ง แรก เป็นการเดินทางของท่านนบี ศ็อลฯ กับมารดาของท่าน ซึ่งในตอนนี้ท่านมีอายุเพียงแค่ 6 ขวบเท่านั้น
[อิบนุฮิชาม. อัล-ศิรอตุนนะบาวียะฮฺ. หน้า 56.ไคโร 1955 (1375).
 
โดยในการเดินทางครั้งนี้มารดาของท่านได้นำพาท่านออกเดินทางไปยังนครมาดีนะฮฺเพื่อพบกับปู่ของท่านตลอดจนเข้าไปเยี่ยมเยียนกุ บู้ร(สุสาน)ของบิดาท่าน ที่ได้เสียชีวิตไปก่อนหน้า นี้ ท่านนบีกับมารดาของท่านได้อยู่ที่นครมาดีนะฮฺราวๆ 1 เดือนมารดาของท่านจึงนำท่านออกเดินทางกลับมายังนครมักกะฮฺ อย่างไรก็ตามในช่วงระหว่างการเดินทางกลับมายังนครมักกะฮฺนี้ ปรากฏว่ามารดาของท่านนบีได้ล้มป่วยลงและได้เสียชีวิตในบริเวณที่เรียกกันว่า อัล-อับวาอฺ และท่านได้ถูกนำพากลับมายังมักกะฮฺด้วยความปลอดภัยภายใต้การดูแลของทาสหญิงของมารดาท่านที่ชื่อ อุมมุอัยมัน[ Majid Ali Khan. Muhammad The Final Messenger. p 56.]

ครั้ง ที่สอง เป็นการเดินทางค้าขายยังประเทศซีเรียเมื่อตอนที่ท่านมีอายุ 12 ขวบ อย่างไรก็ตามความเห็นของนักประวัติศาสตร์ชั้นอาวุโสของโลกมุสลิมอย่างท่าน อิบนุลอะษีร และ ท่านอิบนุญะรีร อัฏฏ็อบบารีย์ นั้นการเดินทางของท่านนบีในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ท่านมีอายุ 9 ขวบเท่านั้น[อิบนุญะรีร อัฏฏ็อบรีย์. ตารีค-อัรรอซูลวัลมุลุก. ไคโร 1960. เล่ม 2 หน้า 278.; อิบนุลอะษีร. อัลกามิลฟิตตารีค. เบรุต 1956. เล่ม 2 หน้า 37.]

ในการเดินทางของท่านนบีในครั้งนี้ก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆเลยว่าท่านนบีจะแอบไป นั่งเสวนากับพวกบาทหลวงคริสเตียนหรือแม้กระทั่งสนใจคำสอนและพฤติกรรมพิธีทาง ศาสนาของพวกเขา และหากเราจะคิดไปว่าในการเดินทางเพื่อทำการค้าขายในครั้งนี้จะกลายเป็นแหล่ง ที่มาของคำสอนอิสลามที่ได้ถูกประกาศนานถึง 25 ปีให้หลังก็ย่อมเป็นสมมุติฐานที่น่ากังขาอยู่อีก??! ความสมเหตุสมผลและความเป็นไปได้ของมันอยู่ตรงไหน?? การเดินทางของท่านในขณะที่มีอายุเพียง 9 ขวบเพื่อทำการค้าขายจะนำมาซึ่งคำสอนอันยิ่งใหญ่ของอิสลามที่ประมวลไปด้วยเรื่องของกฎหมาย,การปกครอง,วิทยาศาสตร์เลยอย่างนั้น หรือ???! ปราชญ์ของโลกที่เป็นบิดาแห่งปรัชญาทางการเมืองการปกครอง อย่าง จอน ลอร์ค,โทมัส ฮอบ, เพลโต, จอน ชาร์ครุสโซ หรือแม้แต่ มองเตสกิเออก็ดี ล้วนแล้วต้องผ่านการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยชนิดรากเลือดกันทั้งนั้นจึงจะสามารถผลิตระบบกฎหมายและปรัชญาการเมืองตามแนวประชาธิปไตยได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตามหลักการอิสลามอันมีประมวลกฎหมายที่สมบูรณ์ครอบคลุมทุก ด้านของชีวิตและล้ำหน้าด้วยแนวคิดวิทยาศาสตร์กว่าปรัชญาของคนพวกนี้หลายเท่า นั้นจะกลับกลายเป็นเพียงผลผลิตจากประสบการณ์ทางการค้าของเด็กอายุเพียง 9 ขวบอย่างนั้นหรือ!!? ความสมเหตุสมผลของสมมุติฐานประการนี้อยู่ตรงไหนกัน??

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ การเดินทางในครั้งนี้ด้วย เช่นกันว่าได้มีบาทหลวงคริสเตียนนามว่า บะฮีรอ เข้ามากล่าวเตือนแก่อบูฏอลิบผู้เป็นลุงของนบีว่าให้ดูและปกป้องนบีให้ดีหลังการเดินทางกลับจากค้าขายในครั้งนี้ เพราะว่าเขาสัมผัสได้ถึงรัศมีของการเป็น ศาสนทูตคนสุดท้ายของท่านนบี ศ็อลฯ และเกรงว่าจะท่านนบีจะถูกพวกยิวและคริสต์เตียนทำร้าย เรื่องราวดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่ในการบันทึกของ ท่านอิบนุญะรีร อัฏฏ็อบะรีย์ ในหนังสือ “ตารีค อัรรอซูลวัลมุลุก” เล่ม 2 หน้า 278

เรา สามารถอนุมานเอาได้จากเรื่องเล่านี้ถ้าหากว่ามันเกิดขึ้นจริงก็หาใช่ “เงื่อนไข” พอที่จะเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าท่านนบีเรียนศาสนากับบาทหลวงคริสต์เตียนเลย มิหนำซ้ำมันยังบ่งบอกถึงการเป็น ศาสดาพยากรณ์ ของท่านนบีซึ่งได้ถูกกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลทั้งพันธสัญญาเก่าและใหม่ เพื่อให้พวกยิวและคริสต์ได้รอรับการมาของท่านนบีคนสุดท้ายผู้นี้ ดังที่ข้าพเจ้าจะได้ชี้แจงหลักฐานเกี่ยวกับคำพยากรณ์นี้ในบทต่อๆไป

อย่างไรก็ตามนักวิชาการบางท่านในด้านการตรวจสอบสายรายงานความถูกต้องของหะดีษหรือ แม้แต่ประวัติศาสตร์ได้ปฏิเสธเรื่องราวของบาทหลวงคริสต์เตียนนี้เนื่องจาก สายรายงาน “อิสนาด” ของมันไม่ถูกต้อง
[อิมามอัตติรมีซีย์ ได้กล่าวถึงเรื่องราวนี้ไว้ว่า “นี่คือหะดีษหะซันฆอรีบ” ซึ่งหมายถึงสายรายงานฏออีฟและมีเพียงสายรา
ยงานกระแสเดียว ในขณะที่ อัลลามะฮฺ ชิบลี อันนัวอฺมานีได้วิจารณ์ว่าสายรายงานของเรื่องนี้นั้นไม่ถูกต้องเพราะมีผู้รายงานที่ขาดความน่าเชื่อถือปะปนเข้ามา (กรุณาดูหนังสือ ศิรอตุนนบี) และท่านอิบนิลก็อยยิม ได้กล่าวว่าสายรายงานของเรื่องนี้นั้น ฎออีฟ กรุณาดูหนังสือของท่านชื่อ ซาดุลมะอาด เล่ม 1 หน้า 18.]

การตรวจสอบและให้ความสำคัญกับ สายรายงาน (อิสนาด) ต่อ เรื่องของบะฮีรอนี้ถือว่ามีความสำคัญมากเพราะจะถือเป็นข้อหักล้างใน สมมุติฐานบิดเบือนที่นักเขียนจากชาวตะวันตกได้ให้ไว้ต่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ โดยที่พวกเขากล่าวว่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ได้ถูกสั่งสอนวิชาความรู้ทางศาสนาเกี่ยวกับด้านเทววิทยา (Theology) จากบาทหลวงคริสต์เตียนในการเดินทางครั้งนี้ อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยความเมตตาแห่งพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮุวาตะอาลา ที่ได้รักษาวิชาการตรวจสอบสายรายงาน (อิลมุรริญาล) และ ศาสตร์ “มุสฏอละฮฺอัลหะดีษ” ตลอดจนการค้นคว้าวิจัยอย่างหนักหน่วงของนักปราชญ์ด้าน “อัลญัรฮฺวัตตะอฺดีล” (การประเมินสถานะของผู้รายงาน) จึงสามารถทำให้เรารู้ว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับบะฮีรอนี้คือเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

อย่าง ไรก็ตามหากข้าพเจ้าสมมุติตัวเองว่าข้าพเจ้าเห็นด้วยและเชื่อว่าเรื่องของบะ ฮีรอนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง มันก็หาได้เป็น “เงื่อนไข” พอที่จะทำให้ทฤษฎีของนักวิชาการเหล่านี้มีน้ำหนักขึ้นไม่ มิหนำซ้ำมันยังส่อให้เห็นถึงความ “ไม่สมบูรณ์” ในการอนุมานให้เหตุผลหรือตั้งสมมุติฐานของพวกเขา เพราะว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขากล่าวว่าท่านนบีเรียนศาสนามาจากบาท หลวงผู้นี้ก็ในเมื่อตามบันทึกที่ปรากฏนี้ท่านนบีมิได้ตั้งคำถามทางศาสนา(หรือแม้แต่ด้านอื่นๆ)ต่อบาทหลวงผู้นี้เลย มิหนำซ้ำบาทหลวงผู้นี้กลับมองท่านนบีในฐานะ ศาสนทูตท่านสุดท้ายของพระเจ้าด้วยซ้ำไป แล้วท่านนบีจะกลายเป็นผู้ที่นำศาสนาคริสต์จากบาทหลวงผู้นี้มาดัดแปลงไปได้อย่างไร???! อีกทั้งในการสนทนาพบเจอกันของท่านนบีกับบาทหลวงผู้นี้ก็ไม่ปรากฏว่าท่านนบีจะได้รับการสั่งสอนใดๆจากบาทหลวงผู้นี้เลย และนับเป็นเรื่องที่วิตถารมากหากใครจะเชื่อว่าเด็กชายอายุ 9 หรือ 12 ขวบในขณะนั้นสามารถที่จะเรียนรู้ปรัชญาทางด้านศาสนา (Philosophy of Religion) จากการพบปะกันในตลาดเพียงแค่ครั้งเดียว และสามารถนำเอาปรัชญานี้ไปประกาศเป็นศาสนาอิสลามอีก 31 ปีให้หลังต่อมา!!!?? ซึ่งกินเวลาของการประกาศนานถึง 25 ปี มันเป็นไปได้อย่างไร????

ครั้ง ที่สาม ในการเดินทางครั้งที่สามนี้ท่านเดินทางไปค้าขายยังซีเรียเมื่อตอนอายุ 25 ปี โดยไปค้าขายในฐานะลูกจ้างของท่านหญิงคอดียะฮฺ รอฎิฯ และไม่มีหลักฐานใดๆบันทึกเลยว่าท่านได้ไปนั่งเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ทางศาสนากับพวกบาทหลวงต่างๆ

อย่าง ไรก็ตามมีการรายงานมาว่าในการเดินทางครั้งนี้ท่านนบีได้พบปะกับบาทหลวง คริสต์เตียนนิกายเนสเทอร์เรียนซึ่งเขาได้ตระหนักดีว่าท่านนบีผู้นี้จะเป็น ศาสนทูตท่านสุดท้ายตามที่ได้ถูกพยากรณ์ไว้ในคัมภีร์ไบเบิล[ อิบนุฮิชาม. ศิรอตุนนะบาวียะฮฺ. เล่ม 1 หน้า 188; อิบนุสะอฺดฺ. ต็อบบากอตอัลกุบรอ. เล่ม 1 หน้า 156;อิบนุลค็อลดูน. ตารีค. เบรุต 1966. เล่ม 2 หน้า 712; อิบนุลอะษีร. อัลกามิลฟิตตารีค. เล่ม 2 หน้า 39.]แต่ทว่ารายงานดังกล่าวนี้ก็เป็นรายงานที่ไม่ถูกต้องเฉกเช่นเดียว กับรายงานเรื่องของบะ ฮีรอดังที่ได้กล่าวไปในตอน ต้น[ Dr.Ali Majid Khan. Muhammad The Final Messenger. P 68.]

โดย สรุปถึงข้อแอบอ้างประการดังกล่าวนี้จากบรรดานักวิชาการที่ได้นำเสนอไปหากจะ ตีค่าลักษณะการอ้างคำอธิบายในทางตรรกะแล้วเราจะพบว่าเป็นการอธิบายในแบบ Hidden Assumption อันหมายถึงการนำเสนอข้อสมมุติฐานและจบด้วยข้อสรุปที่ดูอย่างผิวเผินแล้วค่อนข้างสัมพันธ์และมีน้ำหนัก แต่ทว่าหากทำการวิพากษ์เชิงลึกแล้วภายใต้ข้อสรุปที่ดูคล้ายจะมีน้ำหนักนั้นกลับเต็มไปด้วย “ช่องโหว่” ที่มาจากการ “ทึกทัก” ซึ่งวางอยู่ระหว่างข้อสมมุติฐานและข้อสรุปเอาเองทั้งสิ้น ดังในกรณีนี้ ที่นักวิชาการเหล่านั้นได้เสนอสมมุติฐานที่ว่าท่านศาสนทูตของเราเดินทางไปค้าขายในแดนดงของคริสต์ศาสนา ดังนั้นข้อสรุปจึงมีอยู่ว่าท่านศาสนทูตของเรารับรู้คำสอนและความเชื่อทางศาสนาและเทววิทยาจากคริสต์ศาสนา ซึ่งถ้าเรามองข้อสรุปเช่นนี้เราจะพบการ Hidden Assumption หลายประการดังนี้

ประการ แรก พวกเขา “ทึกทัก” เอาเองในรายละเอียดว่าดินแดนแห่งนี้เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นดงของคริสต์ศาสนา แล้วย่อมเข้าใจได้ว่าสารัตถะของพระธรรมคริสต์ศาสนาจะปลิวว่อนกระจายทุกซอก หลืบของเมืองชนิดที่ว่าเพียงแค่ใครมาค้าขาย ณ ดินแดนนี้ก็สามารถมีความรู้ทางคริสต์ศาสนาอย่างแตกฉานได้ พูดอีกแง่หนึ่งก็คือพวกเขาทึกทักเอาก่อนแล้วว่าดินแดนแห่งนี้ประชากรคงจะ เคร่งครัดศาสนามากพอที่จะทำให้พ่อค้าคนหนึ่งได้รับอิทธิพลทางความเชื่อจาก การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่เสมอไปว่าดินแดนแห่งนี้จะเป็นดังที่ว่ามา เพราะอาจจะเป็นไปได้เช่นกันว่าแม้ประชากรในดินแดนซีเรียจะนับถือคริสต์ศาสนา แต่ก็คงจะเป็นการนับถือที่หาได้มีความเข้มข้นในจิตใจของผู้คนไม่ คริสต์ศาสนาอาจจะมีอิทธิพลอยู่แต่เพียงในโบสถ์วัดวาอารามของพวกนับบุญเท่า นั้นก็เป็นได้ เสมือนเช่นการที่ฝรั่งหรือคนต่างชาติคนหนึ่งเดินทางมาเยือนประเทศไทยอันเป็น แดน “พุทธศาสนา” ที่เลื่องลือนัก แต่นั้นก็หาได้หมายความว่าฝรั่งคนนี้จะสามารถเข้าใจพระธรรมคำสอนของพุทธ ศาสนาอย่างแตกฉานหรือซึมทราบความเชื่อของพุทธศาสนาเสมือนกับที่พวกนัก วิชาการอ่อนข้อมูลเหล่านั้นพยายามจะอ้างกับท่านศาสนทูตของเราไม่ เพราะในความเป็นจริงแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยว่าใครก็ตามที่มาประกอบธุรกิจ ในแดนพุทธศาสนาอย่างไทยจะเข้าใจพระธรรมคำสอนของพุทธได้โดยเพียงแค่ค้าขายไป วันๆและปราศจากการศึกษาโดยตรงจากพระสงฆ์ อย่าว่าแต่คนต่างชาติเลยแม้กระทั่งเยาวชนไทยแทบทุกวันนี้ก็อาจไม่รู้ ก.ข. ของพุทธศาสนาเลยด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นหากพวกเขาต้องการสนับสนุนสมมุติฐานและข้อสรุปของพวกเขาให้มี น้ำหนักพวกเขาจะต้องหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้มายืนยันว่า ซีเรียคือเมืองที่อบอวลไปด้วยคริสต์ศาสนามากพอที่จะทำให้พ่อค้าคนหนึ่งเข้า ใจหลักเทววิทยาและเรื่องราวประวัติศาสตร์ต่างๆที่ถูกประมวลไว้ในพระคัมภีร์ ไบเบิลได้!!?

ประการ ที่สอง พวกเขา “ทึกทัก” ในรายละเอียดแล้วว่าหากท่านศาสนทูตของเราเดินทางไปค้าขายยังแดนของคริสต์ศาสนานั่น แปลว่าท่านศาสนทูตของ เราคงต้องไป “ศึกษา” หาความรู้หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวศาสนากับบาทหลวงหรือผู้คนในพื้นที่ ทั้งๆที่ไม่เสมอไปเลยว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นเพราะการที่คนๆหนึ่งไปค้าขายยัง ดินแดนของศาสนาใดๆเขาอาจจะไม่ทราบ(และอาจจะไม่สน)ความเชื่อทางศาสนาของดิน แดนแถบนั้นเลยก็ว่าได้นอกจากงูปลาๆ เช่น ฝรั่งที่มาอยู่เมืองไทยเป็นสิบๆปีก็หาใช่ว่าจะเข้าใจแก่นธรรมของพุทธศาสนา เสียหน่อย แม้กระทั่งคนพุทธที่คบค้าสมาคมอยู่กับพี่น้องมุสลิมร่วมชาติในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็อาจจะไม่รู้จักสารัตถะของอิสลามเลยนอกจากรู้ว่ามุสลิมไม่กินหมู มีเมีย 4 !! ดัง ที่มีพบเห็นกันมากให้ชอกช้ำใจของคนในพื้นที่ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะให้ข้อสรุปเช่นนั้นพวกเขาจะต้องหาหลักฐานมาสนับสนุนว่า ในการเดินทางครั้งนี้ท่านนบีได้มีโอกาศพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ทางศาสนากับ บาทหลวงหรือประชาชน เพราะถ้าหากหามาสนับสนุนไม่ได้ข้อสรุปทั้งหลายก็มาจากการ “ทึกทัก” เท่านั้นเองซึ่งข้าพเจ้าก็ได้นำเสนอไปแล้วว่าไม่มีบันทึกประวัติศาสตร์ใดๆเลยที่บ่งชี้เช่นนั้น

ประการที่สาม พวกเขา “ทึกทัก” ไปเองอีกว่า สมมุติว่าท่านนบีได้เคยมีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ทางศาสนากับบาทหลวงคริสต์ เตียนนั่นย่อมหมายความ ว่าท่านศาสนทูตของเรา “คัดลอก” คำสอนทางศาสนามาจากคริสต์เตียน ทั้งๆที่ไม่เสมอไปว่าหากท่านนบีเคยมีโอกาสคุยกับพวกคริสต์เตียนแล้วความจะต้องเป็นเช่นนั้น เพราะหากเราใช้การ “ทึกทัก” สั่วๆเช่นนี้ โมเสสที่ได้เคยพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพวกบาทหลวงชาวมีเดียนก็ต้องโดนข้อหาว่าไปลอกศาสนาของชาวมีเดียนและดัดแปลงเป็นศาสนายูดาย ด้วย พระเยซูที่ได้เคยเสวนากับพวกบาทหลวงยิวก็จะโดนข้อหาว่าไปลอกศาสนายิวและดัดแปลงเป็นศาสนาคริสต์อีก แม้กระทั่งพระพุทธเจ้าที่ได้เคยเสวนากับพวกพราหมณ์ก็จะโดนข้อหาเดียวกันว่าไปลอกศาสนาพราหมณ์และดัดแปลงเป็นพุทธศาสนาอีกที!!
 
ข้อ สมมุติฐานและข้อสรุปทั้งหมดของพวกเขานี้คือการ Hidden Assumption (อำพรางการทึกทักในรายละเอียด) อย่างแท้จริง พวกเขาจำต้องพิสูจน์ให้เห็นเป็นภาพชัดเจนรูปธรรมเลยว่าหากท่านนบีมุฮัมมัด ไม่เคยมีโอกาสเดินทางไปค้าขายที่ซีเรียแล้วอิสลามมันจะไม่สามารถเกิดขึ้นมา ได้อย่างไร? ซึ่งมันช่างเป็นสมมุติฐานที่น่าคบขันเสียนี่กระไรที่เราจะทำใจเชื่อว่า “สาสน์” ของอิสลามหรืออัลกุรอานที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ นำมาประกาศนั้นจะเป็นผลมาจากการเดินทางแค่ไม่กี่ครั้งตามที่ได้นำเสนอไปนี้ของท่านนบีมุฮัมมัด ตลอดจนการพบปะของท่านนบีกับพวกยิวและคริสต์ซึ่งมีรูปแบบที่จำกัดและแทบจะไม่มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางศาสนาใดๆเลย!!!??


แถลงการณ์ปกป้อง “ฮิญาบ” อันเป็นที่รักยิ่งของปวงประชาชาติอิสลาม


แถลงการณ์ปกป้อง “ฮิญาบ” อันเป็นที่รักยิ่งของปวงประชาชาติอิสลาม

   วิกฤติการณ์ในยุคปัจจุบันซึ่งกำลังโถมกระหน่ำซัดปวงประชาชาติอิสลามจนร่วงโรยประหนึ่งราวใบไม้ร่วงคือความทุกข์ทนที่ผองชนผู้ศรัทธาล้วนต่างประสบอยู่ ในบรรดาวิกฤติการณ์เหล่านี้มีทั้งที่เป็นผลจากการวางแผนร้ายเพื่อบ่อนทำลายอิสลามจากน้ำมือของศัตรูอิสลามโดยตรง แต่ที่เจ็บช้ำแก่ชนผู้ศรัทธามากยิ่งกว่าคือการวางแผนร้ายของเหล่าศัตรูอิสลามโดยอาศัยน้ำมือของเยาวชนมุสลิมผู้ไม่เดียงสาให้ เป็นเครื่องมือทำลายล้างอิสลามอย่างได้ผลที่สุดโดยเฉพาะกับบรรดาสตรีที่เป็นกลุ่มชนซึ่งท่านนบี ศ็อลฯ เป็นห่วงที่สุดหลังการจากไปของท่านก็ได้ตกเป็นเครื่องมือเพื่อการทำลายล้างอิสลามสมจริงตามที่ท่านรอซูล ศ็อลฯ ได้พยากรณ์ไว้ ทุกวันนี้สตรีมุสลิมในสถาบันทั่วประเทศและทุกสังคมต่างแสดงออกถึงการตกเป็นเป้าของการทำลายอิสลามด้วยวัฒนธรรมป่าเถื่อนของพวกฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็นการหลงงมงายอยู่กับการอวดความงามอยู่บน Facebook การมีแฟนหรือสัมพันธ์เกินเลยระหว่างเพศตลอดจนการทำลายอิสลามด้วยการแต่งตัวตามสมัยนิยม “แฟชั่น” ซึ่งมีทั้งการตัดผ่ากระโปรงโชว์ขาอ่อน การสวมกางเกงขาเดฟและเสื้อผ้าที่รวบรัดกายเย้ายวนใจในการทำลายสังคมทั้งที่บนศีรษะของพวกเขาสวมใส่อาภรณ์อันล้ำค่าอย่างฮิญาบไว้!! ในขณะที่ฮิญาบคือการแต่งกายที่ศาสนาอิสลามบัญญัติขึ้นเพื่อการปกป้องสตรีจากการตกเป็นวัตถุทางเพศของบุรุษแต่ทว่าทุกวันนี้ฮิญาบกลับกลายมาเป็น เครื่องแต่งกายที่เสริมความงามและสนองตอบต่อกามารมณ์เดรัจฉานของบุรุษเพศ กันอย่างสุขสมภิรมย์หมาย ทุกวันนี้ฮิญาบได้ถูกบิดเบือนไปจากหลักการอิสลามให้เป็นเพียงผ้าคลุมธรรมดาๆที่ครอบ    หัวของสตรีราวกับเป็นประเพณีวัฒนธรรม (อะดับ) อันหนึ่งที่ชาวมลายูปฏิบัติกันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกใจแต่อย่างใดเลยว่าสตรีมุสลิมได้ทำการประนีประนอมฮิญาบเข้ากับเสื้อผ้าที่ผิดหลักการทางศาสนา ตามที่ท่านทั้งหลายได้แลเห็นในรั้วสถาบันของเรา พวกเขาสวมใส่ฮิญาบเคียงคู่ไปกับกางเกงยีนขาเดฟฟิต! พวกเขาสวมใส่ฮิญาบพร้อมกับเสื้อนักศึกษาที่โปร่งบางรัดรูปสร้างความเดือดร้อนแก่ชาย    ผู้ศรัทธาที่ต้องร่วมปฏิสังสรรค์ทางสังคมกับพวกเขา นี่คือการทำลายฮิญาบด้วยน้ำมือของสตรีมุสลิมเสียเองอันเป็นการทำลายที่ได้ผลที่สุดเพราะเป็นการแสดงออกอย่างไร้จิตสำนึกของตัวมุสลิมเองเป็นการสร้างความเข้าใจอย่างคลาดเคลื่อนแก่ชนต่างศาสนาด้วยการตัดสินจากการกระทำของสตรีมุสลิมที่กระทำตนราวกับว่าฮิญาบเป็นผ้าครอบกบาลหรือทำให้สตรีมีความสวยขึ้นของรูปหน้าอันเรียวยาวเท่านั้น!! ในขณะที่นักศึกษามุสลิม มอ. แสดงออกซึ่งการหวงแหนเสื้อผ้าของสถาบัน แสดงออกซึ่งการสวมใส่เสื้อผ้าเอก/คณะ แสดงออกซึ่งการอนุรักษ์วัฒนธรรมเฟรชี่ด้วยเหตุผลอันอ่อนด้อยแต่ทว่าฮิญาบอันเป็นอาภรณ์พระราชทานจากฟ้าของพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฯ กลับไม่ได้รับการเรียกร้องหรือปกป้องอย่างกับที่พวกเขาเรียกร้องให้เด็กปี 1 สวมใส่เสื้อนักศึกษาให้ถูกต้องตามกฎระเบียบมหาลัยอย่างบ้าคลั่งทั้งที่ตัวของพวกเขาเองกลับแต่งกายไม่ถูกต้องทั้งในกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยและกฎ ระเบียบอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ! การสวมกางเกงยีนขาเดฟของสตรีและบุรุษมาเรียนคือกฎระเบียบของทางมหาวิทยาลัยอย่างกับที่พวกท่านพยายามกด
หัวรุ่นน้องปี 1 ให้รักกฎระเบียบของมหาลัยวิทยาลัยด้วยเสื้อผ้าเฟรชชี่กระนั้นหรือ!? พวกเราขอเรียกร้องให้รุ่นน้องปี 1 ผู้กล้าหาญทั้งหลายจงลุกขึ้นเรียกร้องกดดันพวกรุ่นพี่ของพวกท่านที่ได้เรียกร้องให้พวกท่านรักษาเสื้อเฟรชชี่ทั้งที่พวกเขาเองก็ไม่ได้เคารพกฎระเบียบมหาวิทยาลัย ทั้งที่พวกเขาก็ไม่เคยเห็นหัวต่อฮิญาบอันเป็นอาภรณ์อันสูงส่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงพระราชทานมาแก่พวกเขาอยู่แล้ว!! น่าเศร้าใจที่ทุกวันนี้ชาติยุโรปต่างกดขี่สตรีมุสลิมด้วยเหตุผลสามานย์จากวาทกรรมว่าด้วย “สิทธิสตรี” หรือ “ความเสมอภาคระหว่างเพศ” ด้วยการที่พวกเขาออกมาจำกัดสิทธิในการสวมใส่ผ้านิกอบปิดใบหน้าของสตรีมุสลิมในยุโรป กลับกันสตรีมุสลิมไทยซึ่งรัฐบาลให้เสรีภาพในการแต่งกายตามหลักศาสนาทุกประการกลับไม่เคยให้เสรีภาพทางศาสนาแก่ตนเอง!!พวกเขาแต่งกายประหนึ่งพวกที่ตกเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรมของชาติตะวันตกสมัยหนึ่งแฟชั่นขาบานออกมาพวกเขาก็ตาม สมัยหนึ่งแฟชั่นกางเกงยีนขากระบอกขาม้าดิกกี้ออกมาพวกเขาก็ตาม สมัยปัจจุบันขาเดฟเฟื่องฟูในตลาดแฟชั่นพวกเขาก็ปฏิบัติตามประหนึ่งเป็นทาสของระบอบทุนนิยมสามานย์ ประหนึ่งราวกับพวกเขาไม่มีเสรีภาพที่จะสลัดตนเองสุดแต่ตลาดแฟชั่นจะบงการให้พวกเขาสวมใส่ พร้อมกันนี้พวกเขาก็หลอกตัวเองว่าการแต่งกายดังกล่าวคือความล้ำสมัยทั้งที่มันเป็นการแต่งกายอันล้าหลังของพวกที่ไม่มีจุดยืน ทางศาสนาเป็นเพียงแค่ แต่งกายตามเดรัจฉานอารยะของ พวกป่าเถื่อนยุโรป ฮิญาบที่ปกป้องสตรีจากการตกเป็นวัตถุทางเพศเท่านั้นที่คือความเสมอภาคของสตรีและ สิทธิมนุษยชนของพวกเธอ ที่แท้จริง เราขอเรียกร้องปัญญาชนทั้งหลายเพื่อเข้าร่วมการรณรงค์ปกป้องฮิญาบในครั้งนี้ทุกท่าน เพราะฮิญาบคืออาภรณ์สากลเช่นเดียวกับอิสลามที่ทุกคนมีสิทธิที่จะปกป้องร่วมกันในยามที่ฮิญาบกำลังถูกรังแกจากน้ำมือของเหล่ามุสลิมเอง!!

ท่องโลก : สาธารณะรัฐเฟสบุค

ท่องโลก : สาธารณะรัฐเฟสบุค
 

ตะลึงคำว่ามุฮัมมัดปรากฏเด่นเป็นสง่ากลางไบเบิล !!!


ตะลึงคำว่ามุฮัมมัดปรากฏเด่นเป็นสง่ากลางไบเบิล
!!!

ชัรฟุดดีน อามิลี


ผู้สื่อสาสน์ของพระเจ้าในพระคัมภีร์ไบเบิล


ใน พระคัมภีร์อัลกุรอานนั้นได้มีการระบุท้าทายพวกยิวไว้ว่าพวกเขาเป็นพวกที่ ซ่อนเร้นหลักฐานของการแจ้งข่าวล่วงหน้าถึงการมาของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ไว้ในคัมภีร์ไบเบิลของพวกเขาเอง


{ يٰأَهْلَ ٱلْكِتَابِ لِمَ تَلْبِسُونَ ٱلْحَقَّ بِٱلْبَاطِلِ وَتَكْتُمُونَ ٱلْحَقَّ وَأَنْتُمْ تَعْلَمُونَ }


โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ทั้งหลาย ! เพราะเหตุใดพวกเจ้าจึงสวมความจริงไว้ด้วยความเท็จ(*1*) และปกปิดความจริงไว้(*2*) ทั้งๆ ที่พวกเจ้าก็รู้ดีอยู่ (3:71)






(1) คือบิดเบือนความจริงที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของพวกเขาอันได้แก่การให้เอกภาพกแด่อัลลอฮ์ และการบอกข่าวเกี่ยวกับนะบีท่านหนึ่งที่สืบเชื้อสายมากจากนะบีอิสมาอีล หมายถึงท่านนะบีมุฮัมมัด พวกเขาบิดเบือนเรื่องดังกล่าวด้วยสิ่งเท็จที่นักปราชญ์ของพวกเขาได้กุขึ้น ประหนึ่งเอาความเท็จสวมปิดความจริงไว้
(2) คือปกปิดลักษณะของท่านนะบีมุฮัมมัดไว้






สิ่ง ที่จะวิเคราะห์ในหัวข้อต่อไปนี้จะเหมาะสมสำหรับกลุ่มบุคคลที่เชื่อถือมั่น และศรัทธาในการเป็นศาสดาของพระเยซูแล้วเท่านั้น ซึ่งข้าพเจ้าเองก็มิอาจทราบได้ว่ากลุ่มนักวิชาการที่ได้หยิบยกมาในตอนต้น นั้นเป็นบุคคลที่ศรัทธาและเชื่อในความเป็นศาสดาของพระเยซูหรือไม่ เพราะหากกลุ่มนักวิชาการเหล่านั้นคือนักวิชาการจำพวกปฏิเสธการมีอยู่ของพระ ผู้สร้างก็ถือเป็นสิ่งที่ป่วยการในความพยายามที่จะอ่านข้อวิเคราะห์ของ ข้าพเจ้าในส่วนนี้


อย่าง ไรก็ตามการวิเคราะห์ในส่วนนี้ถือเป็นส่วน ที่สำคัญในการจะยืนยันถึงความ “แท้จริง” ของการเป็น “ผู้สื่อสาสน์” หรือ “ศาสนทูต” ของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ และจะเป็นอาวุธที่คอยหักล้างทฤษฎีทั้งหมดที่ระบุว่าท่านนบีดัดแปลงศาสนาอิสลามมาจากศาสนาคริสต์อีกที การมีจุดร่วมบางอย่างระหว่างศาสนายูดาย,คริสต์ และอิสลาม มิได้ถือเป็น “เงื่อนไข” ในการตัดสินว่าศาสนาอิสลามดัดแปลงจากศาสนาคริสต์ แต่มันคือข้อบ่งชี้ว่านบีของอิสลามนั้นเป็นนบีท่านสุดท้ายที่มาเติมเต็มและ ปิดฉากคำสอนของอิสลามทั้งหมดที่ได้เคยถูกสอนมานับตั้งแต่สมัยของศาสดาท่าน ก่อนๆ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ท่านนบีอีซา(เยซู) อลัยฯ ถูกมองว่าเป็นศาสนทูตของพระเจ้าที่มาสืบสานภารกิจของโมเสสเช่นไร ท่านนบีมุฮัมมัดก็เป็นศาสนทูตของพระเจ้าที่มาสืบสานภารกิจของศาสนทูตคนก่อนๆทั้งหมดฉันท์นั้น หลักฐานที่จะบ่งชี้ถึงการเป็นศาสนทูตดังกล่าวของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ได้ถูกประมวลไว้ในคำพยากรณ์จากพระคัมภีร์ไบเบิลดังนี้


ไบเบิลภาคพันธะสัญญาเก่า (The Old Testament)


คำว่า “มุฮัมมัด” ได้รับการกล่าวขานอยู่ในบทที่ชื่อว่า Song of Solomon ข้อที่ 5 โองการที่ 16 ดังปรากฏอยู่ในต้นฉบับเดิมของพระคัมภีร์ไบเบิลเก่าที่เป็นภาษาฮิบรู(ปัจจุบันถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษและใช้ในภาษานี้กันทั่ว โลก)ดังนี้


חכו ממתקים וכלו


מחמדים זה דודי


וזה רעי בנות


ירושלם׃






อักขระที่ท่านได้เห็นไปนั้นคืออักขระต้นฉบับเดิมของพระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธะสัญญาเดิม อันเป็นภาษาฮิบรู ซึ่งเรานำมาจากคัมภีร์ไบเบิลฮิบรู-อังกฤษ ฉบับออนไลน์ที่เว็ปไซต์นี้


http://hebrewoldtestament.com/B22C005.htm#V16 (สืบค้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2554)


คำ ที่ข้าฯได้ขีดเส้นแดงจากไบเบิลที่ยกมาให้ดูนั้นออกเสียงเป็นภาษาฮิบรูว่า มุฮัมมัด ซึ่งโองการทั้งหมดจะอ่านออกเสียงเป็นภาษาฮิบรูว่า


“Hikko Mamittakim we kullo Muhammadim Zehdoodeh wa Zehraee Bayna Jerusalem”


ซึ่งพอจะถอดเสียง เป็นอักขระไทยว่า


“ฮิกโกเมิมตะกีมเวคุลโลมุฮัมมะดิมเสโดะดีเบเสิรอีเบนาเยรูซาเลม”


กรุณาโปรด ฟังการออกเสียงโดยบาทหลวงยิวได้ที่ลิงค์ วิดีโอนี้



ฟังตรงวินาทีที่ 5:02-5:20




 อย่าง ไรก็ตามพวกคริสต์เตียนและยิวได้เบี่ยงเบน โดยพยายามแปลโองการนี้ไปต่างๆนานา เช่นในฉบับภาษาอังกฤษให้คำแปลว่า


His mouth is most sweet: yea he is altogether lovely This is my beloved and this is my friend O daughters of Jerusalem


ฉบับภาษาไทยพวกเขาให้ คำแปลว่า


“วาจา ของเขาอ่อนหวานที่สุดทั่วทั้งสรรพางค์ของเขาล้วนแต่น่ารักน่าใคร่โอเหล่า บุตรีแห่งเยรูซาเล็มจ๋านี่คือที่รักของดิฉันและนี่คือเพื่อนยากของดิฉัน..”


โปรด เข้าใจด้วยว่าในภาษาฮิบรู การใส่คำว่า “Im” (อิม) นั้นหมายถึงใส่เพื่อการให้ความเคารพ ซึ่งเราจะพบว่ามีการใส่คำๆนี้ตามหลังนามของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ จนกลายเป็นคำว่า Muhammadim (มุฮัมมะดิม) ไปเสียเพราะฉะนั้นไบเบิลในฉบับภาษาอังกฤษจึงแปลนามของท่านนบีคำนี้ออกเป็น altogether lovely ไปเสียแทน แต่ทว่าในต้นฉบับเดิมของไบเบิลที่เป็นภาษาฮิบรู นามของท่านนบีมุฮัมมัดก็ยังคงปรากฏอยู่เช่นเดิม


เราขอให้ชาวคริสต์และยิวที่ ยังคลาดแคลงใจในข้อ เขียนของเราโปรดนำเอา ข้อความต้นฉบับเดิมของไบเบิลในภาษาฮิบรู้นี้


חכו ממתקים וכלו


מחמדים זה דודי


וזה רעי בנות


ירושלם׃


โดยท่านลองเอาคำที่ เราขัดเส้นแดงไว้ ซึ่งพวกคริสต์และยิวได้บิดเบือนโดยการแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า altogether lovely กระนั้นก็ตาม หากเราก็อปปี้คำสีแดงที่เราได้แสดงไว้ไปทำการแปลในดิกชันนะรี่ ฮิบรู-อังกฤษที่เวปไซต์นี้


http://www.freetranslation.com/


และ


http://www.worldlingo.com/en/products_services/worldlingo_translator.html


หาก ท่านทำการแปลจากภาษาฮิบรูเป็นอังกฤษ ท่านจะพบว่าคำว่า מחמד ที่ปรากฎในไบเบิลภาษาฮิบรูนี้มีความหมายว่า Muhmmad !!


คำว่า מחמד ประกอบไปด้วยอักขระสี่อักษรคือ


מ เรียกว่าอักษร เมม


ח อักษร เฮท


מ อักษร เมม


ד อักษร ดาเลท


ในดิกชันนะรี ฮิบรู-อังกฤษ ของ เบน เยฮูดา (Ben Yehuda's Hebrew-English Dictionary) ระบุว่าคำ מחמד ออกเสียงว่า Mahamad และ มีความหมายต่างๆไป เช่น "lovely, coveted one, precious one, praised one". อย่างไรก็ตาม คำว่า มุฮัมมัดในภาษาอาหรับนั้น หมายความว่า ผู้ถูกสรรเสริญ ซึ่งนั่นสอดคล้องกับความหมายของคำว่า מחמד ที่แปลว่า praised one หรือผู้ถูกสรรเสริญนั่นเอง!!!

ปัญหาเรื่อง “การเสด็จลงมา” ของพระองค์อัลลอฮฺในยามค่ำคืน

ปัญหาเรื่อง “การเสด็จลงมา” ของพระองค์อัลลอฮฺในยามค่ำคืน





ชัรฟุดดีน อามิลี
(อัซซาบิกูน)
พระองค์อัลลอฮฺศุบฮานะฮุวะตะอาลา พระผู้เป็นเจ้าที่เที่ยงแท้เพียงพระองค์เด
ียวได้ทรงส่งมุฮัมมัด ศ็อลฯ ให้มาชี้นำมนุษย์ทั้งในด้านหลักการสรัทธาและหลักการปฏิบัติอย่างครบถ้วนสมบูรณ์พร้อมแล้ว ดังนั้นสิ่งใดก็ตามแต่ที่ได้มีมาในคัมภีร์ของพระองค์และซุนนะฮฺของศาสนทูตของพระองค์แล้วไซร้สิ่งนั้นย่อมถือเป็นหลักฐานชี้ ขาดด้านศาสนาแก่ปวงผู้ ศรัทธาทั้งหลาย และสิ่งใดที่ได้ถูกระงับในบริบทของการนิ่งเงียบโดยท่านศาสนทูตและบรรดาสาวตลอดจนชน รุ่นสะลัฟผู้ไพบูลย์ นั้นเราขอเลือกที่จะดำเนินตามพวก เขาด้วยการนิ่งเงียบเช่นกัน

ปัญหาเรื่องการโจมตีใส่ไคล้หลักศรัทธาของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺฯนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดำเนินควบคู่มาในสังคมยุคอดีตมาอย่างยาวนาน ข้าพเจ้าเองได้รับการไต่ถามถึงปัญหาในเรื่องหลักศรัทธาจากพี่น้องที่ขาดความเข้าใจอันถ่องแท้ทั้งยังรู้สึกร้อนรนกับข้อโจมตี ที่บุคคลผู้ไม่อยู่บน ทางอันเที่ยงตรงได้กระทำไป ต่อแนวทางของเรา และหนึ่งในข้อโจมตีที่บรรดากลุ่มเบี่ยงเบนทั้งหลายได้หยิบยกมานั้นก็คือปัญหาเรื่อง ความเข้าใจในหะดีษแห่ง การนุซูล(ลงมา)ของพระองค์อัล ลอฮฺตะอาลา
ท่านอิมามบุคอรีย์และท่านอิมามมุสลิมได้บันทึกไว้ในตำราศอเฮี๊ยฮฺของท่านจากการราย งานของท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ รอฏิฯ ความว่า
عن أبي هريرة رضي الله عنه ، أن النبي صلى الله عليه وسلم قال: " ينزل رَبُّنَا تَبَارَكَ وَتَعَالَى كُلَّ لَيْلَةٍ إِلَى السَّمَاءِ الدُّنْيَا حِينَ يَبْقَى ثُلُثُ اللَّيْلِ الآخِرُ يَقُولُ : مَنْ يَدْعُونِي فَأَسْتَجِيبَ لَهُ مَنْ يَسْأَلُنِي فَأُعْطِيَهُ مَنْ يَسْتَغْفِرُنِي فَأَغْفِرَ لَهُ"
“ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า พระผู้อภิบาลจะเสด็จลงมา(นุซูล)ยังฟากฟ้าต่ำสุดในทุกค่ำคืนจนกระทั้งเหลือแค่ 1 ใน 3 สุดท้ายของกลางคืน โดยพระองค์จะทรงกล่าวว่า “ ผู้ใดวิงวอนต่อข้า ดังนั้นข้าจะตอบรับเขา และผู้ใดขอต่อข้า ข้าก็จะให้เขา และผู้ใดขออภัยโทษต่อข้า ก็จะอภัยโทษแก่เขา
(หะดีษ บุคอรีย์ # 1145, มุสลิม # 1261)
หะดีษดังกล่าวนี้เป็นสายรายงานที่ถูกต้องตามเงื่อนไขของหะดีษศอเฮี๊ยฮฺโดยผ่านบรรดา ซอฮาบะฮฺเกือบ 29 คนดังนั้นจึงไม่อนุญาตแก่ชาวซุนนะฮฺคนใดที่จะทำการปฏิเสธหะดีษต้นนี้ ปัญหาที่ติดตามมาสำหรับผู้ศรัทธาก็คือเราจะเข้าใจหะดีษเหล่านี้ให้ถูกต้องอย่างไร? ผู้อ่านพึงตระหนักว่าการลงมายังฟากฟ้าต่ำสุดดังกล่าวนั้นคือสิ่งที่ศาสนทูตของพระองค์ได้ทรงพรรณนาไว้ถึงการกระทำของพระองค์ ผ่านความประสงค์และวิทย ปัญญาอันล้ำลึกของพระองค์ โดยทั้งนี้นั้นการลงมาดังกล่าวในความเป็นจริงแล้วก็คือการลงมายังฟากฟ้าต่ำสุดจริงๆและมิใช่เป็นการอุปมาอุปมัยของคำแต่อย่าง ใด ทั้งนี้แล้วการลงมาของพระองค์นั้นเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับความสูงส่งและความบริสุทธิ์ของพระองค์เอง อันเป็นการลงมาที่พระองค์กระทำไปตามพระประสงค์ของพระองค์ด้วยกับความสมบูรณ์แบบภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงไม่เหมือ นสิ่งใดและไม่มีสิ่งใด ที่เสมอเหมือนพระองค์ เช่นเดียวกับเมื่อพระองค์ทรงดำรัสว่าพระองค์คือผู้ได้ยิน การได้ยินของพระองค์ก็คือการได้ยินในความหมายจริงหากแต่สภาวะของการได้ยินของพระองค์นั้นมิได้เป็นวัตถุธรรมดังเช่นพวกสรรพ สัตว์ที่ต้องมีใบหูหรืออวัยวะ เพื่อการได้ยิน
ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่พบว่าทั้งตัวท่านรอซูล บรรดาสาวกเองตลอดจนปวงปราชญ์แห่งกัลญาณชนสะลัฟเองได้ทำการให้ความหมายหะดีษต้นนี้ด้วยความหมายอย่างอื่น เพราะแน่นอนหากหะดีษต้นนี้มีความหมายที่ซ่อนเร้นว่าหมายถึงการลงมาของพระเมตตาแห่งพระองค์ดังที่พวกเบี่ยงเบนได้เชื่อถือกัน แล้วไซร้เหตุอันใดกัน เล่าตัวท่านรอซูลและบรรดาสา วกจึงมิได้ทำการอธิบายมันแก่เรา?? ท่านจะให้เข้าใจว่าท่านรอซูลจงใจปกปิดความเข้าใจที่แสนง่ายดายหากท่านประสงค์จะอธิบายเพื่อแสวงหาความยุ่งยากของประชาชาติกระ นั้นหรือ? แน่นอนว่าเมื่อไม่ปรากฏการให้ความหมายเป็นอย่างอื่นของบรรดาสาวกและตัวท่านนบีเอง ก็ไม่เป็นที่อนุมัติที่เราจะสู่รู้กระทำตัวเหนือนบี ศ็อลฯ ด้วยการไปอธิบายในสิ่งที่ท่านนิ่งเงียบ เพราะการตีความหะดีษต้นนี้ว่าหมายถึงการลงมาของพระเมตตาแห่งพระองค์อัลลอฮฺนั้นมีสิ่งที่ขัดแย้งกับข้อวิพากษ์ทาง ตรรกะ(Logical Critic) ดังนี้
ประการแรก ความเมตตาของพระองค์อัลลอฮฺตะอาลานั้นเป็นบุญคุณอันล้นพ้นที่ทรงประทานแก่มวลมนุษย์ และแน่นอนว่าความเมตตาที่พระองค์มอบให้แก่มวลมนุษย์นั้นมิได้ถูกจำกัดแค่เพียงในยามค่ำคืนเท่านั้น ในทางกลับกันความเมตตาของพระองค์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกที่ตามพระประสงค์ของพระองค์
ประการที่สอง หากผู้ที่ให้ความหมายเช่นนั้นได้อ้างว่าช่วงเวลาแห่งค่ำคืนตามใจความหะดีษนั้นหมายถึงความเมตตาในรูปแบบพิเศษที่เวลาอื่นไม่มี คำถามที่ต้องวิพากษ์ก็คือว่าเหตุไฉนความเมตตาที่ว่าจึงจำกัดอยู่เพียงแค่ฟากฟ้าต่ำสุด??? และนั่นจะหมายความว่าพระเมตตาอันพิเศษของพระองค์มิได้ลงมาถึงพวกเราหากแต่ได้สิ้นสุดปลายทางการลงมาเพียงแค่ฟ้าต่ำสุดใช่ไหม??
ประการ ที่สาม หากการลงมาในตรงนี้หมายถึงการมาของเราะฮฺมัตความเมตตาของพระองค์จริงแล้ว จากสำนวนหะดีษก็จะต้องให้เราเข้าใจไปอีกว่าปลายทางแห่งการมาของเราะฮฺมะฮฺคือฟ้าชั้นต่ำสุด เมื่อมีปลายทางก็ย่อมต้องมีต้นทาง และต้นทางของเราะฮฺมะฮฺก็คือฟ้าที่สูงขึ้นอีก บุคคลที่ปฏิเสธการอยู่ทิศเบื้องสูงเหนือบัลลังค์ของพระองค์อัลลอฮฺจะต้องตอบมาว่า ตกลงทิศเบื้องสูงคือแหล่งกำเนิดหรือที่สถิตอยู่ของความเมตตา(อันเป็นคุณลักษณะ) ของอัลลอฮฺใช่ไหม? เมื่อไม่เชื่อว่าอัลลอฮฺอยู่ทิศเบื้องสูงนั่นย่อมหมายความว่าเราะฮฺมะฮฺของอัลลอฮฺ ไปโผล่หรือสถิตเอาที่ ทิศเบื้องสูงในขณะที่ ซาต (อาตมัน) ของอัลลอฮฺไม่รู้อยู่ไหน เลยกลายเป็นว่าอัลลอฮฺกับคุณลักษณะของพระองค์แยกกันอยู่ใช่ไหม?!!?
ประการที่สี่ หากพวกที่ตีความหะดีษนี้เป็นอื่นเพราะชอบใช้มันติกมาตั้งกฎทางตรรกะแบบอริสโตเติลว่า

ก. สิ่งที่เคลื่อนย้ายได้คือสิ่งที่มีรูปร่าง
ข. การลงมาคือการเคลื่อนย้าย
ค. อัลลอฮฺลงมา
ง. ดังนั้นอัลลอฮฺจึงมีรูปร่าง!!!
เราก็ขอตั้งกฎทาง ตรรกะกลับบ้างว่า
จ. สิ่งที่เคลื่อนย้ายได้คือสิ่งที่มีรูปร่าง
ฉ. การลงมาคือการเคลื่อนย้าย
ช. เราะฮฺมะฮฺลงมา
ซ. ดังนั้นเราะฮฺมะฮฺจึงมีรูปร่าง!!!
หรือการที่อัลกุรอานกล่าวว่า

وَجَآءَ رَبُّكَ وَٱلْمَلَكُ صَفّاً صَفّاً
และพระเจ้าของเจ้าเสด็จมา พร้อมทั้งมะลาอิกะฮฺด้วยเป็น แถว ๆ(89:22)
เมื่อเราอ่านโองการนี้เราก็จะต้องมานั่งตั้งตรรกะแผลงๆอีกว่า

ฌ. สิ่งที่เคลื่อนย้ายได้คือสิ่งที่มีรูปร่าง
ญ. การเสด็จมาคือการเคลื่อนย้าย
ฎ. อัลลอฮฺเสด็จมา
ฏ. ดังนั้นอัลลอฮฺจึงมีรูปร่าง!!!

การตีความก็จะไม่จบไม่สิ้นและหากเราตีความโองการนี้โดยอ้างว่าอัลลอฮฺไม่ได้เสด็จมาบนพื้นฐานเดียวกันกับหะดีษที่ได้กล่าวไป คำถามที่จะติดตามมาก็คือแล้วตกลงอะไรเสด็จมาตัดสินมนุษย์?? และหากอัลลอฮฺไม่ได้เสด็จมาจริงๆแล้วมนุษย์จะเห็นอัลลอฮฺในวันกิยามัตได้อย่างไร?? หรือว่ามนุษย์จะทรงเห็นอัลลอฮฺในวันกิยามัติทั้งที่พระองค์มิได้เสด็จมาตัดสินมวลมนุษย์กระนั้นหรือ?!?
เหล่านี้คือความอับ จนของการใช้ตรรกะคร่ำครึหรือ ตรรกะผิดๆต่อรากฐานการศรัทธาของชาวมุสลิ ม ดังนั้นเราจึงควรยืนยันถึงการลงมาของพระองค์โดยไม่คิดเป็นอื่นและให้ความบริสุทธิ์ต่อพระองค์ว่าเมื่อเราเชื่อว่าพระองค์ลงมา ในยามค่ำคืนก็ไม่จำเป็น ว่าพระองค์จะมีรูปกายเหมือน วัตถุที่เคลื่อนที่,จำกัดสถานที่และเวลา เสมอไป

ท่านอิบนุตัยมียะฮฺกล่าวว่า
والصواب أنه ينزل ولا يخلو منه العرش ،...
ونزوله الذي أخبر به رسوله إلى سماء هؤلاء في ثلث ليلهم وإلى سماء هؤلاء في ثلث ليلهم
“ทัศนะที่ถูกต้องก็คือว่าอัลลอฮฺ ทรงลงมาและ(การลง มา)นั้นมิได้หมายความว่าอัลลอฮฺได้ละทิ้ง(การ อิสติวะอ์เหนือ)บัลลังค์ไปในตัว…และ การลงมาของอัลลอฮฺยังฟากฟ้าต่ำสุดดังการกล่าว ของรอซูลของพระองค์นั้นได้เกิดขึ้นใน ซีกทิศตะวันออกและต่อมาก็ซีกตะวันตก(เพราะดวงอาทิตย์มีขึ้นลง-ผู้แปล)
(หนังสือ มัจมูอฺฟะตาวาย์ เล่ม 5 หน้า 132)

ท่านอบูอุษมานอัศศอบูนีย์ (ตาย 449) ได้กล่าวว่า

وقرأت في رسالة الشيخ أبي بكر الإسماعيلي إلى أهل جيلان أن الله سبحانه ينزل إلى السماء الدنيا على ما صح به الخبر عن الرسول صلى الله عليه وسلم، وقد قال الله عز وجل: (هل ينظرون إلا أن يأتيهم الله في ظلل من الغمام) وقال: (وجاء ربك والملك صفا صفا) ونؤمن بذلك كله على ما جاء بلا كيف، فلو شاء سبحانه أن يبين لنا كيفية ذلك فعل، فانتهينا إلى ما أحكمه، وكففنا عن الذي يتشابه إذ كنا قد أمرنا به في قوله عز وجل: (هو الذي أنزل عليك الكتاب منه آيات محكمات هن أم الكتاب، وأخر متشابهات فأما الذين في قلوبهم زيغ فيتبعون ما تشابه منه، ابتغاء الفتنة وابتغاء تأويله، وما يعم تأويله إلا الله، والراسخون في العلم يقولون آمنا به كل من عند ربنا وما يذكر إلا أولو الألباب)
أخبرنا أبو بكر بن زكريا الشيباني سمعت : أبا حامد بن الشرقي يقول: سمعت أحمد السلمي وأبا داود الخفاجي يقولان: سمعنا إسحاق بن إبراهيم الحنظلي يقول: قال لي الأمير عبدالله بن طاهر: يا أبا يعقوب هذا الحديث الذي ترويه عن رسول الله صلى الله عليه وسلم " ينزل ربنا كل ليلة إلى السماء الدنيا. كيف ينزل؟ قال، قلت: أعز الله الأمير، لا يقال لأمر الرب كيف؟ إنما ينزل بلا كيف
“และฉันได้อ่านสาส์น(ริซา ละฮฺ)ของท่านเชคอบูบัก รอัลอิสมาอีลีย์ที่มีแก่ปวงชนแห่งเมืองญี ลานว่า อัลลอฮฺตะอาลานั้นทรงเสด็จลงมายังชั้นฟ้าดังที่ได้ถูกรายงานว่ามันคือหะดีษศอเฮี๊ยฮฺจากท่านรอซูลของอัลลอฮฺ ศ็อลฯ และอัลลอฮฺอัซซะวะญัลได้ทรงตรัสว่า และพวกเขามิได้คอยอะไร นอกจากการที่อัลลอฮ์และมลาอิกะอ์ของพระองค์จะมายังพวกเขา ในร่มเงาจากเมฆและเรื่องนั้นได้ถูกชี้ขาดไว้แล้วและยังอัลลอฮ์นั้นเรื่องราวทั้งหลายจะถูกนำกลับไป (2:210) และพระองค์ทรงกล่าวว่า และพระเจ้าของเจ้าเสด็จมาพร้อมทั้งมะลาอิกะฮฺด้วยเป็นแถว ๆ(89:22) และเราศรัทธาในทั้งหมดของบนสิ่งที่ได้มีมา(ในหะดีษ)โดยปราศจาก “กัยฟฺ” (การถามหาว่าอัลลอฮฺมาแบบไหนอย่างไร?) เพราะหากอัลลอฮฺอัซซะวะญัลประสงค์จะอธิบายถึงกัยฟียะฮฺของสิ่งนั้นแก่พวกเราพระองค์ก็จะทรงกระทำไปแล้ว และเรายุติ ณ สิ่งที่พระองค์พระองค์ได้ทำให้ชัดเจนและเที่ยงตรง(ในความหมาย)และเราออกห่างจากสิ่งซึ่งเป็นความคลุมเครือ(เช่นเรื่องกัยฟียะ ฮฺ)อันเนื่องจากเราได้ ถูกบัญชา(ให้เชื่อ)มั่นใน สิ่งนี้ดังพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า พระองค์คือผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่เจ้า โดยที่ส่วนหนึ่งจากคัมภีร์นั้นมีบรรดาโองการที่มีข้อความรัดกุมชัดเจนซึ่งโองการเหล่านั้น คือรากฐานของคัมภีร์และมีโองการอื่น ไ อีกที่มีข้อความเป็นนัย ส่วนบรรดาผู้ที่ในหัวใจของพวกเขามีการเอนเอียงออกจากความจริงนั้น เขาจะติดตามโองการที่มีข้อความเป็นนัยจากคัมภีร์ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาความวุ่นวาย และเพื่อแสวงหาการตีความในโองการนั้นแลไม่มีใครรู้ในการตีความโองการนั้นได้นอกจากอัลลอฮ์ และบรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้เท่านั้น โดยที่พวกเขาจะกล่าวว่า พวกเราศรัทธาต่อโองการนั้น ทั้งหมดนั้นมาจากที่ที่พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งสิ้น และไม่มีใครที่จะรับคำตักเตือนนอกจากบรรดาผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้น
(3:7) ท่านอบูบักร บิน สะกะรียาอัชชัยบานี ได้บอกแก่พวกเราว่า ฉันได้ยินอบูหะมีด บินอัชชัรกีย์ กล่าวว่า ฉันได้ยินอะฮฺมัดอัสสุลามีย์และอบูดาวูดอัลคอฟาญีย์ทั้งคู่กล่าวว่า เราได้ยินอิสหากบินอิบรอฮีมอัรเราะวะฮัยฮฺอัลฮะสะลีย์ กล่าวว่า อะมีรอับดุลลอฮฺอัตตอฮิร กล่าวแก่ฉันว่า โอ้อบูยะอฺกู๊บ หะดีษนี้ซึ่งท่านรายงานจากรอซูลของอัลลอฮฺ ศ็อลฯ ที่ว่า พระผู้อภิบาลของเราเสด็จลงมาในทุกค่ำคืนยังชั้นฟ้าต่ำสุด แล้วพระองค์เสด็จลงมาอย่างไรเล่า ท่านอิสฮากตอบว่า ขออัลลอฮฺทรงทำให้แข็งแรงและยกเกียรติแก่ท่านอะมีรเถิด มันจะไม่ถูกกล่าวถึงเการกระทำของอัลลอฮฺว่า (พระองค์)ทำอย่างไร? และแท้จริงอัลลอฮฺทรงเสด็จลงมาโดยปราศจากกัยฟฺ(รูปแบบวิธีการ)”
(หนังสือ อากีดะฮฺอัสสะลัฟวะอัศฮาบิลหะดีษ หน้า 192 )

ดังนั้นความบริสุทธิ์ในหลักศรัทธาของมุสลิมคือการเชื่อมั่นตามที่มีอยู่ในอัลกุรอานและอัสสุนนะฮฺและละทิ้งตรรกะวิทยาเลอะเทอะ ของพวกกรีกทิ้งเสีย

ท่านอิมามชาฟิอีย์กล่าวว่า

ماجهل الناس ولااختلفوا إلا لتركهم لسان العرب وميلهم إلى لسان ارسطوطاليس
“ประชาชน(มุสลิม)จะไม่กลายเป็น คนโง่หรือขัดแย้ง(กัน เอง)นอกจากว่าการละทิ้งซึ่งภาษาอาหรับ ของพวกเขาและโน้มเอียงไปยังภาษาของอริสโต เติล”
(หนังสือ เซานุลมันติก ของอิมามสุยูฏีย์ เล่ม 1 หน้า 47)

การละทิ้งภาษาอาหรับคือการละทิ้งความหมายที่แท้จริงของหะดีษแล้วไปสร้างความหมายใหม่ๆขึ้นมาจากกรอบคิดแห่งปรัชญาดัจจริต ของอริสโตเติลนั่นเอง!!!