วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

ประเภทของเตาฮีด : นิยามและความเป็นมา



ประเภทของเตาฮีด : นิยามและความเป็นมา

                                                                                       ชัรฟุดดีน อามิลี
بِسْـمِ اللهِ الرَّحْمَـنِ الرَّحـِيْمِ
اَلْحَمْدُ للهِ الْقَائِلِ فِىْ كِتَابِهِ ((اَلْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِيْنَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِىْ وَرَضِيْتُ لَكُمُ اْلإِسْلاَمَ دِيْنًا))،  وَالصَّلاَةُ وَالسَّلاَمُ عَلَى نَبِيِّهِ الْقَائِلِ ((إِيَّاكُمْ وَمُحْدَثَاتِ اْلأُمُوْرِ فَإِنَّ شَرَّاْلأُمُوْرِ مُحْدَثَاتُهَا))،  وَعَلَى آلِهِ وَصَحْبِهِ وَمَنْ تَبِعَ هَدْيَهُ وَوَالاَهُ       أَمَّا بَعْدُ
           
              ในปลายเดือนพฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้มีโอกาศเดินทางไปยังจังหวัดสตูลเพื่อรับฟังการเสวนาทางวิชาการในเรื่องราวอันเป็นที่ขัดแย้งกันระหว่างสำนักคิดต่างๆในอิสลาม ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่ได้ถูกหยิบยกมาโต้แย้งกันก็คือเรื่องราวของอากีดะฮฺ(หลักยึดมั่น)อิสลามียะฮฺ โดยเฉพาะหลักการศรัทธาในเชิงลึกเกี่ยวกับพระนามและคุณลักษณะของพระองค์อัลลอฮฺศุบฮานะฮุวาตะอาลา
            อย่างไรก็ตามในระหว่างการโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนนั้นได้มีการหยิบยกประเภทของเตาฮีด 3 ประการมาโจมตีฝ่ายที่ยึดถือการเรียนรู้ตามการแบ่งประเภทของเตาฮีดในแบบดังกล่าวด้วยข้อหาว่าเป็นบิดอะฮฺ(อุตริกรรมทางความเชื่อ) และที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือได้มีการพูดกันไปต่างๆนานาจากหมู่ผู้คนที่มารับฟังว่าการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประการนั้นคือนวัตรกรรมใหม่ในศาสนาจากฝีมือของท่านอิบนุตัยมียะฮฺหรือเลยเถิดไปกว่านั้นก็คือชัยมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ!!
            ในระหว่างที่ได้ยินการบริภาษอย่างเผ็ดร้อนอยู่นั้นข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้สนใจอันใดต่อคำกล่าวเหล่านั้นด้วยเพียงเพราะคิดว่าเขากระทำไปด้วยความ ไม่รู้ และชาวมุสลิมที่เรียนรู้ศึกษาเตาฮีดในรูปแบบดังกล่าวก็คงรับทราบถึงความเป็นมาของการแบ่งเตาฮีดดังกล่าวด้วยกระมัง แต่ที่ไหนได้เอาเข้าจริงก็ไม่ยักมีชาวซุนนะฮฺคนใดใคร่รู้ว่าต้นที่มาของการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประการนั้นมาจากแหล่งใด???
       
     สิ่งที่ท่านผู้อ่านควรทราบไว้ก่อนในเบื้องต้นก็คือ เตาฮีด 3 ประเภทที่ว่านั้นประกอบไปด้วย 1) เตาฮีดอัรรุบูบียะฮฺ 2) เตาฮีดอัลอัสมาอ์วัศศิฟาต 3) เตาฮีดอัล-อิบาดะฮฺหรืออัล-อุลูฮียะฮฺ ในความเป็นจริงแล้วการแบ่งเตาฮีดในรูปแบบดังกล่าวหากจะเข้าข่ายของการอุตริกรรม (บิดอะฮฺ) นั้นก็สามารถที่จะเข้าข่ายดังกล่าวได้หากผู้ที่ยึดการเรียนเตาฮีดแบบนี้เชื่อมั่นว่าการแบ่งเตาฮีดในแบบดังกล่าวคือสิ่งที่เป็นแบบอย่างจากท่านนบี (ศ็อลฯ) หรือวาญิบในการศึกษาชนิดที่ใครไม่เรียนรู้ในรูปแบบนี้ก็ถือว่าหลงผิด เพราะในการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทดังที่เห็นนั้นในทางทฤษฎีแล้วมิใช่เป็นการแบ่งประเภทที่มีแบบอย่างจากท่านนบี ศ็อลฯ แต่อย่างใดหากแต่เป็นการประมวลข้อมูลจากคัมภีร์อัลกุรอานของอุลามาอ์และทำการแบ่งประเภทของเตาฮีดเพื่อความสะดวกในการเรียนรู้และศึกษา ดังนั้นหากปราศจากซึ่งความเชื่อในแบบที่กล่าวมาข้างต้นแล้วการแบ่งเตา         ฮีดออกเป็น 3 ประเภทดังที่กล่าวนี้เพื่อเป้าประสงค์ในการศึกษาก็คงมิอาจจะถือว่าเป็นอุตริกรรมในทางศาสนาแต่อย่างใดไม่หากแต่เป็นเพียงขั้นตอนของการแสวงหากระบวนวิธีเพื่อความเข้าใจศาสนาอันเป็นการกระทำที่ศาสนาอนุมัติให้กระทำได้ ดังเช่น การแบ่งวิชาการต่างๆในอิสลามออกเป็นแขนงต่างๆไม่ว่าจะ วิชาหะดีษ,ตัฟซีรอัลกุรอาน,อุลูมอัลกุรอาน,อากีดะฮฺ,ฟิกฮฺ,ชะรีอะฮฺ,และตะเซาวุฟ การแบ่งประเภทวิชาการเหล่านี้ล้วนไม่มีแบบอย่างจากท่านนบี ศ็อลฯและบรรดาซอฮาบะฮฺแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามก็เป็นที่ทราบกันดีว่าการแบ่งสาขาวิชาในแบบดังกล่าวก็เพียงเพื่อความเข้าใจในแก่นแท้ของอิสลามผ่านการเรียนรู้ตามกระบวนวิชาที่ถูกวางไว้ในสาขาเหล่านี้
            สมควรที่จะกล่าวในที่นี้ว่าชาวซุนนะฮฺนั้นมิได้ศรัทธายึดมั่นว่าการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดและวาญิบในการเรียนรู้เพราะในความเป็นจริงแล้ว ยังมีนักปราชญ์อิสลามบางส่วนได้แบ่งเตาฮีดออกเป็นประเภทที่แตกต่างไปจากข้างต้นนี้ เช่น นักปราชญ์บางท่านได้เพิ่มประเภทเตาฮีดอื่นขึ้นมาเช่น เตาฮีดอัล-อิตติบาอฺ หรือ เตาฮีดอัล-ฮากีมียะฮฺ ขณะที่ท่านอิบนุลก็อยยิมเองกลับแบ่งเตาฮีดออกเป็น 2 ประเภทเท่านั้นคือ 1) เตาฮีดอัล-อิลมี อัล-คอบารี 2) เตาฮีดอัล-อิรอฎี อัล-ฏอลาบี ซึ่งประเภทของเตาอีดที่แตกต่างกันไปนี้ข้าพเจ้าจะไม่ขอนำมากล่าวในรายละเอียดเพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญของบทความนี้ (ศึกษาเพิ่มเติมได้ใน  อิสมาแอ สะอิ. 2548. แนวคิดของซัยยิดกุฏุบฺเกี่ยวกับเตาฮีดของอัลลอฮฺในหนังสือฟีซิลาล อัล-กุรอาน. หน้า 43-44. )





ใครแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภท ?
            จากหลักฐานที่เราค้นพบ ปรากฏว่าการแบ่งประเภทของเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทนั้นมีปรากฏอยู่ในหนังสือของ ท่านอิบนุบัฏเฏาะฮฺ อัล-อัคบะรีย์ (304-387) ซึ่งเป็นอุลามาอ์อิสลามในช่วงศตวรรษที่ 4 ของฮิจเราะฮฺศักราช ตามประวัติแล้วท่านคือสานุศิษย์ของท่านอบุลกอซิมอัล-บะฆอวีย์ เคียงคู่กับศิษย์อีกท่านหนึ่งคือ อบูนุอัยมฺ อัล-อัสบะฮะนีย์ อย่างไรก็ตามแต่แม้ว่าท่านอิบนุบัฏเฏาะฮฺจะได้ชื่อว่าเป็นอิมามท่านหนึ่งของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺฯแต่กระนั้นก็ตามท่านมีข้อบกพร่องในเรื่องของความจำอยู่ ทว่าชื่อเสียงของท่านเลื่องลือในด้านของการต่อสู้และตอบโต้กลุ่มนอกรีตต่างๆในสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็น ก็อดรียะฮฺ,มุอฺตะสิละฮฺ,คอวาริจญ์,มุรญิอะฮฺและรอฟิเฎาะฮฺชีอะฮฺ
            ท่านอิมามอิบนุบัฏเฏาะฮฺอัล-อัคบารีย์กล่าวไว้ในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า
 الإبانة عن شريعة الفرقة الناجية ในเล่ม ที่ 2 หน้า 172-173 ความว่า
وذلك أن أصل الإيمان بالله الذي يجب على الخلق اعتقاده في إثبات الإيمان به ثلاثة أشياء: أحدها: أن يعتقد العبد ربانيته؛ ليكون بذلك مبايناً لمذهب أهل التعطيل الذين لا يثبتون صانعاً. والثاني: أن يعتقد وحدانيته؛ ليكون بذلك مبايناً لأهل الشرك الذين أقروا بالصانع وأشركوا معه في العبادة غيره. والثالث: أن يعتقده موصوفاً بالصفات التي لا يجوز إلا أن يكون موصوفاً بها من العلم والقدرة والحكمة وسائر ما وصف به نفسه في كتابه.
            และด้วยเหตุนี้นี่คือรากฐานของการศรัทธาในพระองค์อัลลอฮฺซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น(วาญิบ)เหนือสรรพสิ่ง(ทั้งปวง)ในการยืนยันต่อการศรัทธาต่อพระองค์ด้วยกับสิ่งสามประการนี้
            ประการแรก : คือการที่บรรดาบ่าวของพระองค์ศรัทธาใน ร็อบบานียะฮฺ ของพระองค์(หมายถึงศรัทธาในการเป็นพระเจ้าเหนือมัคลูกทั้งปวงของพระองค์) ดังนั้นด้วยกับสิ่งนี้พระองค์จึงบริสุทธิ์จากแนวทางของผู้ที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระองค์ซึ่งพวกเขาไม่ได้ทำการยืนยันต่อ(การเป็น)ผู้สร้าง(ของพระองค์)
            ประการที่สอง : คือการที่เขา(มนุษย์)ศรัทธาในความเป็น วะฮฺดานียะฮฺ (ความเป็นเอกะ)ของพระองค์ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงบริสุทธิ์จากบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีซึ่งทำการยืนยันต่อผู้สร้างแต่ทว่าได้ทำการตั้งภาคีด้วยการเคารพสักการะสิ่งอื่น
            ประการที่สาม : คือการที่มนุษย์ศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกกล่าวถึงพระองค์ด้วยคุณลักษณะ(ศิฟาต)ซึ่งไม่เป็นที่อนุมัติ(ที่จะพาดพิงพระองค์ถึงด้วยศิฟาตหนึ่งใด)เว้นแต่คุณลักษณะที่ได้ถูกแจกแจงไว้ ดังเช่น อิลมฺ(ความรู้), กุดเราะฮฺ(อำนาจ),ฮิกมะฮฺ(วิทยญาณ) และทั้งปวงจากสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงพระองค์เองในคัมภีร์อัลกุรอาน”
            จากหลักฐานข้างต้นเราจะพบว่าการแบ่งเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทตามที่ได้ถูกร่ำเรียนกันอยู่ในปัจจุบันนั้นมิใช่เป็นนวัตกรรมใหม่ทางศาสนาซึ่งถูกอุติรขึ้นโดยกลุ่มคนนอกรีตนอกรอยในเรื่องเตาฮีด(เอกวิทยา)ตามที่ได้มีบางกลุ่มบางพวกได้อ้างไว้แต่อย่างใด และแน่นอนว่าการแบ่งประเภทเตาฮีดออกเป็น 3 ประเภทดังข้างต้นนั้นจะสมบูรณ์พอที่แจกแจงถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้มากน้อยเพียงใดนั้นพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่ง
โดยสรุปแล้วการแบ่งประเภทเตาอีดของท่านอิบนุบัฏเฏาะฮฺปราชญ์และอิมามแห่งอะฮฺลุซซุนนะฮฺฯแห่งศตวรรษที่ 4 ของอิสลามนั้นคือการแบ่งเตาฮีดที่ได้ถูกเล่าเรียนกันในวิชาเตาฮีดในยุคสมัยของเราซึ่งประกอบไปด้วยสามส่วนคือ 1) ร็อบบานียะฮฺ อันหมายถึงการศรัทาต่อการเป็นพระผู้อภิบาลของพระองค์อัลลอฮฺซึ่งเป็นแก่นเนื้อหาเดียวกันกับ เตาฮีดรุบูบียะฮฺ 2) เตาฮีดวะฮฺดานียะฮฺ อันหมายถึงการไม่กระทำการตั้งภาคีต่อพระองค์ภาคส่วนนี้ผูกพันธ์อยู่กับพฤติกรรมของมนุษย์อันเป็นเนื้อหาเดียวกันกับเตาฮีดอัลอิบาดะฮฺหรืออุลูฮียะฮฺ 3) คือการศรัทธาต่อคุณลักษณะของพระองค์ที่ได้ถูกระบุไว้ในอัลกุรอานอันไพโรจน์ของพระองค์อันเป็นเนื้อหาเดียวกันกับเตาฮีดอัล-อัสมาอ์วัศศิฟาต
            เมื่อเราพิจารณาองค์ประกอบของเตาฮีดทั้งสามส่วนนี้แล้วเราจะพบว่ามันมิใช่เป็นหลักความเชื่อที่นอกรีตนอกรอยหรืออาศัยทฤษฎีทางปรัชญาใดๆมาอธิบายถึงความเป็นเอกะของอัลลอฮฺศุบฮานะฮุวาตะอาลาแต่อย่างใดเลย หากแต่เป็นเกณฑ์การแบ่งที่วางพื้นฐานอยู่บนการกลั่นกรองหลักคำสอนมาจากอัลกุรอานอย่างแท้จริง นอกจากนี้แล้วเราจะพบว่าปราชญ์อิสลามจากสำนักคิดอัล-อะชาอิเราะฮฺบางท่านก็ยอมรับในการภาคส่วนของเตาอีดทั้ง 3 ด้วยเช่นกันดังที่เราพบการเอ่ยถึงเตาฮีดทั้ง 3 ส่วนจากงานเขียนของอุลามาอ์อะชาอิเราะฮฺในยุคต้น
ท่านอัล-กอฎีอบูบักรอัล-บากิลลานี รอฮิมาฮุลลอฮฺ ปราชญ์คนสำคัญของอะชาอิเราะฮฺได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านที่มีชื่อว่า “อัลอินศอฟ” ไว้ว่า


 
และการอีมานในอัลลอฮฺตะอาลานั้นประกอบไปด้วยการมอบ(เตาฮีด)ความเป็นเอกะแก่พระองค์ผู้ทรงสูงส่ง และพาดพิงถึงพระองค์ด้วยกับคุณลักษณะของพระองค์และทำการปฏิเสธว่าพระองค์ทรงมีข้อบกพร่อง(เช่นมัคลูก)อัน(เป็นคุณลักษณะที่)บ่งชี้ถึงสภาวะของสิ่งถูกสร้างซึ่ง(มัคลูก)สามารถที่จะมีคุณลักษณะที่บกพร่องเหล่านี้ได้ และการมอบความเป็นหนึ่งแก่พระองค์นั้นคือการยืนยันว่าพระองค์คือผู้ทรงสรรค์สร้าง,ทรงดำรงอยู่,ทรงเป็นพระเจ้า,ทรงเป็นหนึ่ง,ทรงเป็นผู้ได้รับการเคารพสักการะและไม่มีสิ่งใดที่จะเสมอเหมือนพระองค์เหนือสิ่งที่ได้ถูกเปิดเผยโดยคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า และพระเจ้าของพวกเจ้านั้นทรงเป็นเอกะไม่มีสิ่งใดที่จะมีสิทธิ์ได้รับการเคารพสักการะเว้นแต่พระองค์ผู้ทรงเมตตาผู้ทรงกรุณา (2:163) และคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า ไม่มีสรรพสิ่งใดเสมือนพระองค์และพระองค์ทรงได้ยินและทรงเห็นทุกสิ่ง (42:11)”
(หนังสือ อัลอินศอฟ หน้า 22)
            จากคำอรรถาธิบายข้างต้นเราจะพบว่าแม้ในการอธิบายถึงเรื่องของเตาฮีด ท่านกอฎีอบูบักรอัลบากิลลานีก็ไม่ได้ไปไกลเกินกว่าองค์ประกอบของเตาฮีดทั้ง 3 ส่วนแต่อย่างใดเลย เพราะจากคำพูดของท่านเราสามารถประมวลได้ว่าอัลลอฮฺนั้นทรงเป็นพระผู้อภิบาลผู้ทรงเอกะคือเป็นพระเจ้าที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียว และพระองค์ทรงไว้ซึ่งคุณลักษณะอันสูงส่งตลอดจนเป็นผู้เดียวที่ทรงสิทธิ์ในการได้รับการเคารพสักการะจากมวลมนุษย์
            จากแก่นธรรมแห่งคำสอนเหล่านี้เราขอกล่าวย้ำว่าอัลลอฮฺนั้นทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริงเพียงพระองค์เดียวผู้ซึ่งมีคุณลักษณะและพระนามที่เพรียบพร้อมไปด้วยความสมบูรณ์และแตกต่างจากมัคลูกทั้งปวงในด้านความเหมือนและวิธีการ ทั้งยังเป็นเพียงผู้เดียวที่ทรงสิทธิในการได้รับการเคารพสักการะจากมวลมนุษย์


2 ความคิดเห็น:

  1. (ศึกษาเพิ่มเติมได้ใน อิสมาแอ สะอิ. 2548. แนวคิดของซัยยิดกุฏุบฺเกี่ยวกับเตาฮีดของอัลลอฮฺในหนังสือฟีซิลาล อัล-กุรอาน. หน้า 43-44. )
    แหล่งอ้างอิงนี้หาได้จากไหน อิสมาแอ สะอิ ชื่อนี้คุ้นๆเหมือนจะเป็นอุสตาซร.ร.เก่า (หอเอฟมีมั้ย?)

    ตอบลบ
  2. แล้วร.ร.เก่าของเธอคือร.ร.ใดละ?

    ตอบลบ