วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554

วิพากษ์คำแอบอ้าง เรื่องเดินทางไปซีเรียของ ท่านนบี ศ็อลฯ


วิพากษ์คำแอบอ้างเรื่องเดินทางไปซีเรียของท่านนบี ศ็อลฯ

เรียบเรียง : ขัรฟุดดีน อามิลี

 
ท่านนบีมุฮัมมัดกับการเดินทางไปค้าขาย


และแล้วเราก็ได้ก้าวล่วงมาถึงข้อสมมุติฐานทีสำคัญที่สุดซึ่งพวกนักวิชาการแห่ง ระบอบปฏิเสธพระเจ้าได้กล่าวเน้นย้ำนักหนาถึงความเป็นเป็นไปได้ของสมมุติฐาน ข้อนี้อันจะก่อให้เกิด “เงื่อนไข” ในการก่อร้างสร้างตัวของศาสนาอิสลาม โดยทั้งนี้พวกเขากล่าวว่าการเดินทางไปค้าขายยังต่างประเทศของท่านนบีมุฮัม มัด ศ็อลฯ ทำให้ท่านได้รับประสบการณ์ทางศาสนาจากการแลกเปลี่ยนพบปะเสวนากับบาทหลวงชาว ยิวและคริสต์เตียนหรือจากการสังเกตใคร่ครวญศาสนพิธีของผู้คนในดินแดนแถบนั้น ต่อประเด็นข้อกล่าวอ้างนี้ข้าพเจ้าจะขอนำเสนอให้ท่านได้รับทราบถึงการตั้ง สมมุติฐานของพวกเขาดังนี้

เสถียรโกเกศ ได้กล่าวไว้ว่า

“พระ มะหะหมัดเป็นกำพร้าบิดามารดามาแต่เด็ก ทั้งญาติที่ใกล้ชิดส่วนมากก็ยากจน เพราะฉะนั้นในเวลาต่อมาพระมะหะหมัดจึงจำเป็นต้องพึ่งตนเอง โดยเป็นคนขี่อูฐไปกับกองคาราวานค้าขาย ซึ่งไปไกลถึงประเทศซีเรีย และบางทีก็ไปอาจจนกระทั่งประเทศอียิปต์ พระมะหะหมัดไม่ได้รับการศึกษาอบรมอะไร และลางทีจะอ่านเขียนก็คงไม่ได้แต่เป็นคนมีปัญญาไว และเป็นผู้สนใจในความรู้ผิดกับเด็กหนุ่มอื่นๆที่ขับขี่อูฐ ก็ที่เป็นคนคอยเปิดหูเปิดตาเมื่อไปถึงเมืองซึ่งยังไม่เคยไป ถ้าเห็นอะไรแปลกก็หูผึ่งคอยสำเนียกฟังและจดจำเอาไว้ โดยเฉพาะใฝ่ใจเป็นพิเศษในเรื่องศาสนาต่างๆ ที่มีอยู่ในดินแดนไกลที่ได้ไปถึงและดูเหมือนจะมีนิสัยสนใจเรื่องศาสนามาแล้วแต่ดั้งเดิมด้วย”[ เสถียรโกเกศ. ศาสนาเปรียบเทียบ. หน้า 424]

รองศาสตราจารย์ฟื้น ดอกบัวกล่าวว่า

“มุฮัมหมัดก็พยายามเสาะแสวงหาความรู้อยู่เสมอต่อมาได้เป็นลูกจ้างของหญิงม่ายชื่อคอดิยะฮฺคุมคาราวานไปขายสินค้ายังประเทศซีเรีย ได้มีโอกาสพบปะคนนับถือศาสนาต่างๆโดยเฉพาะก็ศาสนายูดา คริสต์และโซโรอัสเตอร์ ทำให้มุฮัมมัดซึ่งก็สนใจศาสนาอยู่แล้วก็ถึงขั้นดื่มด่ำในศาสนา”[ฟื้น ดอกบัว. ศาสนาเปรียบเทียบ. หน้า 204]



ข้อวิพากษ์และคำโต้แย้ง


โดยสรุปจากข้อเขียนของนักวิชาการเหล่านี้ พวกเขามองว่าท่านนบีมุฮัมมัดได้หยิบยืมแนวคิดทางศาสนายิวและคริสต์มาดัดแปลงเป็นศาสนาอิสลามอันเป็นประสบการณ์และปัจจัยที่ท่านได้รับมาในขณะเดินทางไปค้าขายยังซีเรีย ซึ่งเรื่องนี้เราจะมาตรวจสอบถึงความเป็นไปได้ของมันกัน





บันทึกทางประวัติ ศาสตร์ที่ถูกต้องได้ให้ข้อมูล แก่เราว่า ช่วงชีวิตทั้งหมดของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ก่อนการประกาศอิสลามนั้น ท่านได้เดินทางออกนอกเมืองมักกะฮฺทั้งหมดเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้น
[ดู Dr. Zakir Abdul Karim Naik. 10 Most Common Questions Asked by Christians about Islam. P. 3]

ครั้ง แรก เป็นการเดินทางของท่านนบี ศ็อลฯ กับมารดาของท่าน ซึ่งในตอนนี้ท่านมีอายุเพียงแค่ 6 ขวบเท่านั้น
[อิบนุฮิชาม. อัล-ศิรอตุนนะบาวียะฮฺ. หน้า 56.ไคโร 1955 (1375).
 
โดยในการเดินทางครั้งนี้มารดาของท่านได้นำพาท่านออกเดินทางไปยังนครมาดีนะฮฺเพื่อพบกับปู่ของท่านตลอดจนเข้าไปเยี่ยมเยียนกุ บู้ร(สุสาน)ของบิดาท่าน ที่ได้เสียชีวิตไปก่อนหน้า นี้ ท่านนบีกับมารดาของท่านได้อยู่ที่นครมาดีนะฮฺราวๆ 1 เดือนมารดาของท่านจึงนำท่านออกเดินทางกลับมายังนครมักกะฮฺ อย่างไรก็ตามในช่วงระหว่างการเดินทางกลับมายังนครมักกะฮฺนี้ ปรากฏว่ามารดาของท่านนบีได้ล้มป่วยลงและได้เสียชีวิตในบริเวณที่เรียกกันว่า อัล-อับวาอฺ และท่านได้ถูกนำพากลับมายังมักกะฮฺด้วยความปลอดภัยภายใต้การดูแลของทาสหญิงของมารดาท่านที่ชื่อ อุมมุอัยมัน[ Majid Ali Khan. Muhammad The Final Messenger. p 56.]

ครั้ง ที่สอง เป็นการเดินทางค้าขายยังประเทศซีเรียเมื่อตอนที่ท่านมีอายุ 12 ขวบ อย่างไรก็ตามความเห็นของนักประวัติศาสตร์ชั้นอาวุโสของโลกมุสลิมอย่างท่าน อิบนุลอะษีร และ ท่านอิบนุญะรีร อัฏฏ็อบบารีย์ นั้นการเดินทางของท่านนบีในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ท่านมีอายุ 9 ขวบเท่านั้น[อิบนุญะรีร อัฏฏ็อบรีย์. ตารีค-อัรรอซูลวัลมุลุก. ไคโร 1960. เล่ม 2 หน้า 278.; อิบนุลอะษีร. อัลกามิลฟิตตารีค. เบรุต 1956. เล่ม 2 หน้า 37.]

ในการเดินทางของท่านนบีในครั้งนี้ก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆเลยว่าท่านนบีจะแอบไป นั่งเสวนากับพวกบาทหลวงคริสเตียนหรือแม้กระทั่งสนใจคำสอนและพฤติกรรมพิธีทาง ศาสนาของพวกเขา และหากเราจะคิดไปว่าในการเดินทางเพื่อทำการค้าขายในครั้งนี้จะกลายเป็นแหล่ง ที่มาของคำสอนอิสลามที่ได้ถูกประกาศนานถึง 25 ปีให้หลังก็ย่อมเป็นสมมุติฐานที่น่ากังขาอยู่อีก??! ความสมเหตุสมผลและความเป็นไปได้ของมันอยู่ตรงไหน?? การเดินทางของท่านในขณะที่มีอายุเพียง 9 ขวบเพื่อทำการค้าขายจะนำมาซึ่งคำสอนอันยิ่งใหญ่ของอิสลามที่ประมวลไปด้วยเรื่องของกฎหมาย,การปกครอง,วิทยาศาสตร์เลยอย่างนั้น หรือ???! ปราชญ์ของโลกที่เป็นบิดาแห่งปรัชญาทางการเมืองการปกครอง อย่าง จอน ลอร์ค,โทมัส ฮอบ, เพลโต, จอน ชาร์ครุสโซ หรือแม้แต่ มองเตสกิเออก็ดี ล้วนแล้วต้องผ่านการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยชนิดรากเลือดกันทั้งนั้นจึงจะสามารถผลิตระบบกฎหมายและปรัชญาการเมืองตามแนวประชาธิปไตยได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตามหลักการอิสลามอันมีประมวลกฎหมายที่สมบูรณ์ครอบคลุมทุก ด้านของชีวิตและล้ำหน้าด้วยแนวคิดวิทยาศาสตร์กว่าปรัชญาของคนพวกนี้หลายเท่า นั้นจะกลับกลายเป็นเพียงผลผลิตจากประสบการณ์ทางการค้าของเด็กอายุเพียง 9 ขวบอย่างนั้นหรือ!!? ความสมเหตุสมผลของสมมุติฐานประการนี้อยู่ตรงไหนกัน??

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ การเดินทางในครั้งนี้ด้วย เช่นกันว่าได้มีบาทหลวงคริสเตียนนามว่า บะฮีรอ เข้ามากล่าวเตือนแก่อบูฏอลิบผู้เป็นลุงของนบีว่าให้ดูและปกป้องนบีให้ดีหลังการเดินทางกลับจากค้าขายในครั้งนี้ เพราะว่าเขาสัมผัสได้ถึงรัศมีของการเป็น ศาสนทูตคนสุดท้ายของท่านนบี ศ็อลฯ และเกรงว่าจะท่านนบีจะถูกพวกยิวและคริสต์เตียนทำร้าย เรื่องราวดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่ในการบันทึกของ ท่านอิบนุญะรีร อัฏฏ็อบะรีย์ ในหนังสือ “ตารีค อัรรอซูลวัลมุลุก” เล่ม 2 หน้า 278

เรา สามารถอนุมานเอาได้จากเรื่องเล่านี้ถ้าหากว่ามันเกิดขึ้นจริงก็หาใช่ “เงื่อนไข” พอที่จะเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าท่านนบีเรียนศาสนากับบาทหลวงคริสต์เตียนเลย มิหนำซ้ำมันยังบ่งบอกถึงการเป็น ศาสดาพยากรณ์ ของท่านนบีซึ่งได้ถูกกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลทั้งพันธสัญญาเก่าและใหม่ เพื่อให้พวกยิวและคริสต์ได้รอรับการมาของท่านนบีคนสุดท้ายผู้นี้ ดังที่ข้าพเจ้าจะได้ชี้แจงหลักฐานเกี่ยวกับคำพยากรณ์นี้ในบทต่อๆไป

อย่างไรก็ตามนักวิชาการบางท่านในด้านการตรวจสอบสายรายงานความถูกต้องของหะดีษหรือ แม้แต่ประวัติศาสตร์ได้ปฏิเสธเรื่องราวของบาทหลวงคริสต์เตียนนี้เนื่องจาก สายรายงาน “อิสนาด” ของมันไม่ถูกต้อง
[อิมามอัตติรมีซีย์ ได้กล่าวถึงเรื่องราวนี้ไว้ว่า “นี่คือหะดีษหะซันฆอรีบ” ซึ่งหมายถึงสายรายงานฏออีฟและมีเพียงสายรา
ยงานกระแสเดียว ในขณะที่ อัลลามะฮฺ ชิบลี อันนัวอฺมานีได้วิจารณ์ว่าสายรายงานของเรื่องนี้นั้นไม่ถูกต้องเพราะมีผู้รายงานที่ขาดความน่าเชื่อถือปะปนเข้ามา (กรุณาดูหนังสือ ศิรอตุนนบี) และท่านอิบนิลก็อยยิม ได้กล่าวว่าสายรายงานของเรื่องนี้นั้น ฎออีฟ กรุณาดูหนังสือของท่านชื่อ ซาดุลมะอาด เล่ม 1 หน้า 18.]

การตรวจสอบและให้ความสำคัญกับ สายรายงาน (อิสนาด) ต่อ เรื่องของบะฮีรอนี้ถือว่ามีความสำคัญมากเพราะจะถือเป็นข้อหักล้างใน สมมุติฐานบิดเบือนที่นักเขียนจากชาวตะวันตกได้ให้ไว้ต่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ โดยที่พวกเขากล่าวว่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ได้ถูกสั่งสอนวิชาความรู้ทางศาสนาเกี่ยวกับด้านเทววิทยา (Theology) จากบาทหลวงคริสต์เตียนในการเดินทางครั้งนี้ อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยความเมตตาแห่งพระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮุวาตะอาลา ที่ได้รักษาวิชาการตรวจสอบสายรายงาน (อิลมุรริญาล) และ ศาสตร์ “มุสฏอละฮฺอัลหะดีษ” ตลอดจนการค้นคว้าวิจัยอย่างหนักหน่วงของนักปราชญ์ด้าน “อัลญัรฮฺวัตตะอฺดีล” (การประเมินสถานะของผู้รายงาน) จึงสามารถทำให้เรารู้ว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับบะฮีรอนี้คือเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

อย่าง ไรก็ตามหากข้าพเจ้าสมมุติตัวเองว่าข้าพเจ้าเห็นด้วยและเชื่อว่าเรื่องของบะ ฮีรอนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง มันก็หาได้เป็น “เงื่อนไข” พอที่จะทำให้ทฤษฎีของนักวิชาการเหล่านี้มีน้ำหนักขึ้นไม่ มิหนำซ้ำมันยังส่อให้เห็นถึงความ “ไม่สมบูรณ์” ในการอนุมานให้เหตุผลหรือตั้งสมมุติฐานของพวกเขา เพราะว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขากล่าวว่าท่านนบีเรียนศาสนามาจากบาท หลวงผู้นี้ก็ในเมื่อตามบันทึกที่ปรากฏนี้ท่านนบีมิได้ตั้งคำถามทางศาสนา(หรือแม้แต่ด้านอื่นๆ)ต่อบาทหลวงผู้นี้เลย มิหนำซ้ำบาทหลวงผู้นี้กลับมองท่านนบีในฐานะ ศาสนทูตท่านสุดท้ายของพระเจ้าด้วยซ้ำไป แล้วท่านนบีจะกลายเป็นผู้ที่นำศาสนาคริสต์จากบาทหลวงผู้นี้มาดัดแปลงไปได้อย่างไร???! อีกทั้งในการสนทนาพบเจอกันของท่านนบีกับบาทหลวงผู้นี้ก็ไม่ปรากฏว่าท่านนบีจะได้รับการสั่งสอนใดๆจากบาทหลวงผู้นี้เลย และนับเป็นเรื่องที่วิตถารมากหากใครจะเชื่อว่าเด็กชายอายุ 9 หรือ 12 ขวบในขณะนั้นสามารถที่จะเรียนรู้ปรัชญาทางด้านศาสนา (Philosophy of Religion) จากการพบปะกันในตลาดเพียงแค่ครั้งเดียว และสามารถนำเอาปรัชญานี้ไปประกาศเป็นศาสนาอิสลามอีก 31 ปีให้หลังต่อมา!!!?? ซึ่งกินเวลาของการประกาศนานถึง 25 ปี มันเป็นไปได้อย่างไร????

ครั้ง ที่สาม ในการเดินทางครั้งที่สามนี้ท่านเดินทางไปค้าขายยังซีเรียเมื่อตอนอายุ 25 ปี โดยไปค้าขายในฐานะลูกจ้างของท่านหญิงคอดียะฮฺ รอฎิฯ และไม่มีหลักฐานใดๆบันทึกเลยว่าท่านได้ไปนั่งเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ทางศาสนากับพวกบาทหลวงต่างๆ

อย่าง ไรก็ตามมีการรายงานมาว่าในการเดินทางครั้งนี้ท่านนบีได้พบปะกับบาทหลวง คริสต์เตียนนิกายเนสเทอร์เรียนซึ่งเขาได้ตระหนักดีว่าท่านนบีผู้นี้จะเป็น ศาสนทูตท่านสุดท้ายตามที่ได้ถูกพยากรณ์ไว้ในคัมภีร์ไบเบิล[ อิบนุฮิชาม. ศิรอตุนนะบาวียะฮฺ. เล่ม 1 หน้า 188; อิบนุสะอฺดฺ. ต็อบบากอตอัลกุบรอ. เล่ม 1 หน้า 156;อิบนุลค็อลดูน. ตารีค. เบรุต 1966. เล่ม 2 หน้า 712; อิบนุลอะษีร. อัลกามิลฟิตตารีค. เล่ม 2 หน้า 39.]แต่ทว่ารายงานดังกล่าวนี้ก็เป็นรายงานที่ไม่ถูกต้องเฉกเช่นเดียว กับรายงานเรื่องของบะ ฮีรอดังที่ได้กล่าวไปในตอน ต้น[ Dr.Ali Majid Khan. Muhammad The Final Messenger. P 68.]

โดย สรุปถึงข้อแอบอ้างประการดังกล่าวนี้จากบรรดานักวิชาการที่ได้นำเสนอไปหากจะ ตีค่าลักษณะการอ้างคำอธิบายในทางตรรกะแล้วเราจะพบว่าเป็นการอธิบายในแบบ Hidden Assumption อันหมายถึงการนำเสนอข้อสมมุติฐานและจบด้วยข้อสรุปที่ดูอย่างผิวเผินแล้วค่อนข้างสัมพันธ์และมีน้ำหนัก แต่ทว่าหากทำการวิพากษ์เชิงลึกแล้วภายใต้ข้อสรุปที่ดูคล้ายจะมีน้ำหนักนั้นกลับเต็มไปด้วย “ช่องโหว่” ที่มาจากการ “ทึกทัก” ซึ่งวางอยู่ระหว่างข้อสมมุติฐานและข้อสรุปเอาเองทั้งสิ้น ดังในกรณีนี้ ที่นักวิชาการเหล่านั้นได้เสนอสมมุติฐานที่ว่าท่านศาสนทูตของเราเดินทางไปค้าขายในแดนดงของคริสต์ศาสนา ดังนั้นข้อสรุปจึงมีอยู่ว่าท่านศาสนทูตของเรารับรู้คำสอนและความเชื่อทางศาสนาและเทววิทยาจากคริสต์ศาสนา ซึ่งถ้าเรามองข้อสรุปเช่นนี้เราจะพบการ Hidden Assumption หลายประการดังนี้

ประการ แรก พวกเขา “ทึกทัก” เอาเองในรายละเอียดว่าดินแดนแห่งนี้เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นดงของคริสต์ศาสนา แล้วย่อมเข้าใจได้ว่าสารัตถะของพระธรรมคริสต์ศาสนาจะปลิวว่อนกระจายทุกซอก หลืบของเมืองชนิดที่ว่าเพียงแค่ใครมาค้าขาย ณ ดินแดนนี้ก็สามารถมีความรู้ทางคริสต์ศาสนาอย่างแตกฉานได้ พูดอีกแง่หนึ่งก็คือพวกเขาทึกทักเอาก่อนแล้วว่าดินแดนแห่งนี้ประชากรคงจะ เคร่งครัดศาสนามากพอที่จะทำให้พ่อค้าคนหนึ่งได้รับอิทธิพลทางความเชื่อจาก การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่เสมอไปว่าดินแดนแห่งนี้จะเป็นดังที่ว่ามา เพราะอาจจะเป็นไปได้เช่นกันว่าแม้ประชากรในดินแดนซีเรียจะนับถือคริสต์ศาสนา แต่ก็คงจะเป็นการนับถือที่หาได้มีความเข้มข้นในจิตใจของผู้คนไม่ คริสต์ศาสนาอาจจะมีอิทธิพลอยู่แต่เพียงในโบสถ์วัดวาอารามของพวกนับบุญเท่า นั้นก็เป็นได้ เสมือนเช่นการที่ฝรั่งหรือคนต่างชาติคนหนึ่งเดินทางมาเยือนประเทศไทยอันเป็น แดน “พุทธศาสนา” ที่เลื่องลือนัก แต่นั้นก็หาได้หมายความว่าฝรั่งคนนี้จะสามารถเข้าใจพระธรรมคำสอนของพุทธ ศาสนาอย่างแตกฉานหรือซึมทราบความเชื่อของพุทธศาสนาเสมือนกับที่พวกนัก วิชาการอ่อนข้อมูลเหล่านั้นพยายามจะอ้างกับท่านศาสนทูตของเราไม่ เพราะในความเป็นจริงแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยว่าใครก็ตามที่มาประกอบธุรกิจ ในแดนพุทธศาสนาอย่างไทยจะเข้าใจพระธรรมคำสอนของพุทธได้โดยเพียงแค่ค้าขายไป วันๆและปราศจากการศึกษาโดยตรงจากพระสงฆ์ อย่าว่าแต่คนต่างชาติเลยแม้กระทั่งเยาวชนไทยแทบทุกวันนี้ก็อาจไม่รู้ ก.ข. ของพุทธศาสนาเลยด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นหากพวกเขาต้องการสนับสนุนสมมุติฐานและข้อสรุปของพวกเขาให้มี น้ำหนักพวกเขาจะต้องหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้มายืนยันว่า ซีเรียคือเมืองที่อบอวลไปด้วยคริสต์ศาสนามากพอที่จะทำให้พ่อค้าคนหนึ่งเข้า ใจหลักเทววิทยาและเรื่องราวประวัติศาสตร์ต่างๆที่ถูกประมวลไว้ในพระคัมภีร์ ไบเบิลได้!!?

ประการ ที่สอง พวกเขา “ทึกทัก” ในรายละเอียดแล้วว่าหากท่านศาสนทูตของเราเดินทางไปค้าขายยังแดนของคริสต์ศาสนานั่น แปลว่าท่านศาสนทูตของ เราคงต้องไป “ศึกษา” หาความรู้หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวศาสนากับบาทหลวงหรือผู้คนในพื้นที่ ทั้งๆที่ไม่เสมอไปเลยว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นเพราะการที่คนๆหนึ่งไปค้าขายยัง ดินแดนของศาสนาใดๆเขาอาจจะไม่ทราบ(และอาจจะไม่สน)ความเชื่อทางศาสนาของดิน แดนแถบนั้นเลยก็ว่าได้นอกจากงูปลาๆ เช่น ฝรั่งที่มาอยู่เมืองไทยเป็นสิบๆปีก็หาใช่ว่าจะเข้าใจแก่นธรรมของพุทธศาสนา เสียหน่อย แม้กระทั่งคนพุทธที่คบค้าสมาคมอยู่กับพี่น้องมุสลิมร่วมชาติในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็อาจจะไม่รู้จักสารัตถะของอิสลามเลยนอกจากรู้ว่ามุสลิมไม่กินหมู มีเมีย 4 !! ดัง ที่มีพบเห็นกันมากให้ชอกช้ำใจของคนในพื้นที่ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะให้ข้อสรุปเช่นนั้นพวกเขาจะต้องหาหลักฐานมาสนับสนุนว่า ในการเดินทางครั้งนี้ท่านนบีได้มีโอกาศพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ทางศาสนากับ บาทหลวงหรือประชาชน เพราะถ้าหากหามาสนับสนุนไม่ได้ข้อสรุปทั้งหลายก็มาจากการ “ทึกทัก” เท่านั้นเองซึ่งข้าพเจ้าก็ได้นำเสนอไปแล้วว่าไม่มีบันทึกประวัติศาสตร์ใดๆเลยที่บ่งชี้เช่นนั้น

ประการที่สาม พวกเขา “ทึกทัก” ไปเองอีกว่า สมมุติว่าท่านนบีได้เคยมีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ทางศาสนากับบาทหลวงคริสต์ เตียนนั่นย่อมหมายความ ว่าท่านศาสนทูตของเรา “คัดลอก” คำสอนทางศาสนามาจากคริสต์เตียน ทั้งๆที่ไม่เสมอไปว่าหากท่านนบีเคยมีโอกาสคุยกับพวกคริสต์เตียนแล้วความจะต้องเป็นเช่นนั้น เพราะหากเราใช้การ “ทึกทัก” สั่วๆเช่นนี้ โมเสสที่ได้เคยพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพวกบาทหลวงชาวมีเดียนก็ต้องโดนข้อหาว่าไปลอกศาสนาของชาวมีเดียนและดัดแปลงเป็นศาสนายูดาย ด้วย พระเยซูที่ได้เคยเสวนากับพวกบาทหลวงยิวก็จะโดนข้อหาว่าไปลอกศาสนายิวและดัดแปลงเป็นศาสนาคริสต์อีก แม้กระทั่งพระพุทธเจ้าที่ได้เคยเสวนากับพวกพราหมณ์ก็จะโดนข้อหาเดียวกันว่าไปลอกศาสนาพราหมณ์และดัดแปลงเป็นพุทธศาสนาอีกที!!
 
ข้อ สมมุติฐานและข้อสรุปทั้งหมดของพวกเขานี้คือการ Hidden Assumption (อำพรางการทึกทักในรายละเอียด) อย่างแท้จริง พวกเขาจำต้องพิสูจน์ให้เห็นเป็นภาพชัดเจนรูปธรรมเลยว่าหากท่านนบีมุฮัมมัด ไม่เคยมีโอกาสเดินทางไปค้าขายที่ซีเรียแล้วอิสลามมันจะไม่สามารถเกิดขึ้นมา ได้อย่างไร? ซึ่งมันช่างเป็นสมมุติฐานที่น่าคบขันเสียนี่กระไรที่เราจะทำใจเชื่อว่า “สาสน์” ของอิสลามหรืออัลกุรอานที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ นำมาประกาศนั้นจะเป็นผลมาจากการเดินทางแค่ไม่กี่ครั้งตามที่ได้นำเสนอไปนี้ของท่านนบีมุฮัมมัด ตลอดจนการพบปะของท่านนบีกับพวกยิวและคริสต์ซึ่งมีรูปแบบที่จำกัดและแทบจะไม่มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางศาสนาใดๆเลย!!!??


1 ความคิดเห็น: