วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554

ตัรบียะฮฺ “รัก” หรือ ตัรบียะฮฺ “โลก” : โลกสูญเสียอะไรกับความหน่อมแน้มของหนุ่มสาวมุสลิม??


ตัรบียะฮฺ “รัก” หรือ ตัรบียะฮฺ “โลก” : โลกสูญเสียอะไรกับความหน่อมแน้มของหนุ่มสาวมุสลิม??

ชัรฟุดดีน อามิลี[1]

เมื่อหลายต่อวันก่อนข้าพเจ้าได้มีโอกาศพูดคุยปรับ
ทุกข์กับปิยมิตรผู้น้องท่าน หนึ่งจากมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์
ท่านผู้น้องรายนี้ได้บอกเล่าเก้าสิบแก่ข้าพเจ้าว่า ณ ตอนนี้เขาเข้าไม่ค่อยได้กับ “มุสลิมกระแสหลัก” ในละแวกพื้นที่ดังกล่าวอันเนื่องมาจากพฤติกรรม “ฮาดคอร์-บู๊” ในทางศาสนาของเขาในระยะหลังๆมา ซึ่งตัวข้าฯเองก็ได้ยินฟังมาจากผู้อื่นว่าผู้น้องคนนี้หลังๆมาก็บู๊ในเรื่องราวของ ศาสนาดีเหลือเกิน โดยเฉพาะความมุมานะที่จะต่อสู้กับพวกนัสรอนีย์ในบ้านเมืองเราที่กำลังอาศัยหน้ากากลวงโลกว่าเป็นอดีตมุสลิมที่เข้ารับสัจธรรม จากคริสต์ศาสนาและกำลัง ขมักเขม้นสร้างพันธกิจชี้ ทางสว่างแก่ปวงประชาราษฎรมุสลิมไทยอยู่ ณ ขณะนี้ ผู้น้องของข้าฯรายนี้อาจหาญถึงขนาดบุกไปที่โบสถ์คริสต์เพื่อตอบโต้การบิดเบือนอิสลามของพวกเขาทั้งยังเข้าไปต่อสู้กับบรรดาศัต รูอิสลามทั้งในเฟสบุ ค,เว็บไซต์ต่างๆมากมาย และที่สำคัญที่สุดคือการนัดเสวนาทางวิชาการกับพวกพยานยะโฮวาร์หลังจากที่คริสค์ เตียนก๊กนี้เข้าไป อาละวาดดึงมุสลิมะฮฺชาวยะลาคนหนึ่ง ไปเป็นคริสต์เตียนและซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ การเข้าไปเผยแพร่ศาสนาของพวกเขาแก่มุสลิ มในเขตรัชดาอันเป็นเขตการทำงานสาขาหนึ่งของกลุ่มอัซซาบิกูนด้วยซ้ำ!!

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่อันด้วยเป้าประสงค์อื่นใดนอกจากว่าเป็นการหยิบยกความดีของผู้อื่นมาเล่าให้ฟังกันเป็นแบบอย่าง ซึ่งโดยส่วนตัวของข้าพเจ้าต้องขอออกปากชื่นชมสหายผู้น้องคนนี้จากใจจริง แต่กระนั้นก็ตามในขณะที่ดวงจิตของข้าฯกำลังดื่มด่ำไปกับการชื่นชมสหายผู้น้องท่านนี้อยู่นั้นก็พลันเหมือนก้อนหินขนาดหนักถูก เขวี้ยงเข้าใส่ห้วงความ คิดของข้าฯเมื่อสหายผู้น้อง เอ่ยออกมาว่า สิ่งที่เขากำลังดำเนินการไปทั้งหมดนั้นแท้จริงแล้วได้ถูกตำหนิจากผู้หลักผู้ใหญ่ใจ “ปลาซิว” ทั้งยังลุกลามบานปลายเป็นการขัดแย้งและได้รับการดูหมิ่นจากพี่ๆมุสลิมผู้ทรง “อิทธิพล” ต่อน้องๆในละแวกเรือนเคียงที่สหายผู้น้องของข้าฯกำลังเล่าเรียนอยู่

ข้าฯได้ ถามถึงเหตุผลในการคัดค้านของพวกเขาทั้ง หลายที่มีต่อสหายผู้น้องคนนี้ซึ่งทั้งหมด ทั้งหลายก็ล้วนอยู่ในคำคัดค้านประเภท “สุญญากาศ” ที่ลอยเขว้งขว้างไม่มีอะไรดีขึ้นในการชี้ทางสว่างแก่ผู้ที่ตนเองไปมองเขาว่า “ไม่ถูก” ทั้งสิ้น คำคัดค้านเหล่านั้นที่พอจะนึกออกก็มี

“น้องยังพื้นฐานศาสนาไม่ดี”, “หน้าที่หลักของเราไม่ใช่เรื่องพวกนี้” , “เรื่องพวกนี้ไม่ใช่แนวทางของเรา”, “ก่อนจะต่อสู้กับความเท็จเอาอีหม่านตัวเองให้ดีก่อน” และ ฯลฯ อีกมากมายทั้งปวงที่เราๆท่านๆก็คงจะพอนึกออกกันบ้าง

ข้าฯนั่งทบทวนเรื่องในดวงจิตแต่เพียงถ่ายเดียวว่าโลกทัศน์อะไรกันหนอถึงได้ดลใจบันดาลจิตเยาวชนให้รู้จักมักคิดที่จะเอาเรื่อง นั้นเงื่อนไขนี้มาหัก ห้ามผู้คนที่กำลังต่อสู้กับ ภัยร้ายของสังคมมาตลอดเวลา คำอ้างที่ว่า “น้องยังพื้นฐานศาสนาไม่ดี” ก็ยังคงปรากฎคำถามว่าจะต้องพื้นฐานในระดับใดถึงจะดีในสายตาของผู้อ้าง หรือจะเอาระดับพื้นฐานศาสนาดีแบบอิมามสุยูตีย์มุจตะฮิดท่านสุดท้ายของประชาชาตินี้หรือปล่าว แล้วเอาอะไรเป็นมาตรฐานตัดสินว่าระดับไหนถึงเรียกว่าพื้นฐานดี ??

“หน้าที่หลักของ เราไม่ใช่เรื่องพวกนี้” แล้วตกลงหน้าที่หลักของมุสลิมคืออะไร ??

“เรื่อง พวกนี้ไม่ใช่แนวทางของเรา” ถ้าการต่อสู้เพื่อถล่มความเท็จและต่อต้านศัตรูอิสลามในสังคมไม่ใช่แนวทางของเราแล้ว ตกลงเยาวชนทำอะไร??

“ก่อน จะต่อสู้กับความเท็จเอาอีหม่านตัวเองให้ ดีก่อน” คำถามก็คือระดับใดที่จะเรียกว่าอีหม่านดี จะต้องตัรบียะฮฺกันจนเข้าขั้นวะลียุลลอฮฺก่อนใช่ไหมถึงจะทำได้?!?

เหล่านี้คือคำถามที่ข้าพเจ้าได้ตั้งคำถามกลับเพื่อชี้วัดให้เห็นถึงความเสียหายของการวิพากษ์วิจารณ์มุสลิมด้วยกันอย่าง “ลอยๆ” เพราะในทางกฎหมายชะรีอัตแล้วการที่แม้นว่าชายคนหนึ่งเป็นคนชั่วทำซินาเป็นอาจิณกินริบา(ดอกเบี้ย)กันจนหมดสำนึกแล้วก็ตาม ก็ไม่มีหลักฐานหลักการตรงไหนเลยแม้แต่น้อยที่จะสั่งห้ามตัวเขามิให้ประกาศว่าอัลลอฮฺคือพระเจ้าองค์เดียว มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ใช่สามอย่างที่กับพวกคริสต์เตียนเชื่อถือก็หาไม่! แล้วกระไรกันเล่าเมื่อสหายผู้น้องของข้าฯออกมาต่อสู้คัดค้านกับพวกกาเฟรอย่างเผ็ดร้อน ทว่าสิ่งที่ได้รับการปฏิบัติจากมุสลิมทั้งหลายก็คือคำคัดค้านอย่างลอยๆเพื่อมิให้ไปบอกแก่ชาวคริสต์เตียนว่าอัลลอฮฺมีหนึ่งมิ ใช่สามด้วยเหตุผลสุด ด้อยว่าสหายผู้น้องของข้าพเจ้า พื้นฐานศาสนาไม่ดีและอีหม่านอ่อน(ซึ่งก็ ไม่มีอะไรพิสูจน์)ไปกระนั้นได้!!!??! ปรากฎการณ์ของการชอบเอา “ความอ่อนแอ” หรือ “ข้อบกพร่อง” ของมนุษย์มาเป็นเงื่อนไขในการหักห้ามการต่อสู้หักล้างความเท็จแด่อิสลามในสังคมถือ ว่าเป็นปรากฎการณ์ วิประการที่ข้าฯพบเห็นมาอย่าง ยาวนานแล้วในบ้านเมืองเรา และนั่นคือคำตอบที่ว่าเหตุใดในกิจกรรมภายใต้ร่มธงของอิสลามที่หนุ่มสาวมุสลิมกระทำ อยู่ในปัจจุบันนี้จึง อยู่ในลักษณะของการฟื้นฟู บุคลิกภาพของเยาวชนแต่เพียงถ่ายเดียวจนแทบหาขบวนการเคลื่อนไหวทางศาสนาเพื่อปฏิวัติสังคมโดยน้ำมือของเยาวชนแท้ๆแทบไม่เจอ อีกแล้วในปัจจุบัน ที่เห็นกันมีอยู่ก็คือเยาวชนมุ่งเน้นแค่การพัฒนาตนเองให้อยู่ในกรอบของศาสนาซึ่งคิดๆดูก็คล้ายราวกับพฤติกรรมเห็นแก่ตัวที่สัก แค่ขอให้ตนพ้นปากนรกก็ พอแล้ว ส่วนสังคมจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน! ความเท็จในสังคมตั้งมากมายกองสุมอยู่ทั้งโรคภัยไข้เจ็บจากลัทธิประชาธิปไตย,ทุนนิยม,ชีอะฮฺ,โพสโมเดิร์น,กุรอานนิยูน,คริสต์ เตียนพยานยะโฮวาร์,และ อีกมากมายความเท็จทั้งปวง ก็จะยังคงกองสุมในสังคมต่อไปจากความ “หน่อมแน้ม” ของเยาวชนที่ได้ถูกโลกทัศน์และวาทกรรมเรื่องของ "“อีหม่านดี-อีหม่านอ่อน” ครอบศีรษะพวกเขาอยู่จนทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเพราะมัวแต่พะวงว่าฉันอีหม่านยังไม่ดี แต่ขณะเดียวกันเรื่องใดก็ตามที่เผอิญถูกจริตของหนุ่มสาวพวกเขาก็มักจะแกล้งลืมเงื่อนไขต่างๆที่พวกเขาได้วางไว้แต่แรกเช่น เรื่องของการแต่งงาน หรือการจัดบรรยาย,เขียนหนังสือว่าด้วยเรื่องรักใคร่ของหนุ่มสาวมุสลิมจนประหนึ่งว่านี้คือเป้าหมายสูงสุดของการทำงานอิสลามของ หนุ่มสาว เหตุใดกันเล่าที่พอเรื่องถูกจริตเช่นนี้ได้ถูกกระพือฮืมโหมเรากลับไม่เห็นเยาวชนวางเงื่อนไขคัดค้านแบบเดียวกันกลับไปบ้างว่า “ก่อนจะแต่งงานเอาอีหม่านตัวเองให้ดีก่อน” บ้างเสียเล่า!!?!

“ชีวินจักสัมบูรณ์ มิพอกพูนเพราะฤทธิ์รัก

ชีวิตป้องปกปักษ์ พิทักสัตย์รักแท้เอย”

ในขณะเดียวกันที่เยาวชนมุสลิมทำตัวดังเช่นที่ได้ว่าไปแต่ในทางกลับกันพวกเขาก็กลับเรียกร้องให้หนุ่มสาวฟื้นฟูอิสลามและก้าว เข้ามาจัดระเบียบสังคม ให้เป็นอิสลาม เรามักจะเห็นพวกเขาซาบซึ้งไปกับรสชีวิตของเหล่าบุรุษผู้ยิ่งใหญ่อย่างเช่นบรรดาซอฮาบะฮฺ,ซาลาฮุดดีนอัลอัยยูบีย์ และฝันใฝ่ที่จะเป็นดั่งกลุ่มชนที่ยิ่งใหญ่ในอดีตเช่นนี้ แต่พวกเขาก็ได้แต่นั่งซึ้งกันไปมากกว่าเพราะความหน่อมแน้มของพวกเขาที่ไม่ได้ดำเนินตามกระบวนการเปลี่ยนโลกเพื่ออิสลามที่ บรรดาบรรพชนผู้องอาจของ เราได้กระทำ ก็ในเมื่อในทางหนึ่งพวกเขาก็ร้องเรียกการปฏิรูปสังคมให้เป็นอิสลามและไปไกลถึงขนาดเรียกร้องระบอบคอลีฟะฮฺและการปกครองด้วยรัฐ ธรรมนูญแห่งอัลกุรอาน ตลอดจนการญิฮาด แต่ในอีกทางหนึ่งพวกเขาก็กลับวางเงื่อนไขแปลกประหลาดที่ขัดขวางการไปสู้เป้าหมายอัน ยิ่งใหญดังกล่าวตามที่ เราได้กล่าวไปแล้วแม้กระทั่ง คนๆหนึ่งจะออกมาต่อสู้กับชีอะฮฺหรือคริสต์ เตียนยังถูกหักห้ามจากผู้ใหญ่ทั้งหลาย ได้ แล้วจะไปหวังลมแล้งอันใดกับรัฐคิลาฟะฮฺหรือการใช้กฎหมายชะรีอะฮฺที่ต้องแลกมาด้วยคมดาบและหยาดเลือดกันเล่า จะไปซาบซึ้งในวีรกรรมของซาลาฮุดดีนเพื่อการณ์ใดหากแม้นแค่การต่อสู้กับความเท็จและศัตรูอิสลามพวกเราก็ยังขยาดกลัว ทั้งที่ซาลาฮุดดีนทลายอิทธิพลของชีอะฮฺในอียิปต์ขณะที่พวกเรากลับขี้ขลาดที่จะสู้กับชีอะฮฺ,ทั้งที่บรรดาซอฮาบะฮฺต้องรบกันจน ชีวิตแทบจะหาไม่เพื่อ ให้อิสลามขจรขจายไปยังดินแดน ต่างๆขณะที่พวกเราเพียงแค่การก้าวมารับงาน เพื่อเผยแพร่อิสลามแก่ต่างศาสนิก,ตอบโต้ พวกคริสต์เตียน,ตอบโต้พุทธ,พราหมณ์,และพวกปรัชญาวัตถุนิยมทั้งหลายก็ยังกระดากกลัวและตั้งแง่ปฏิเสธด้วยเหตุผลอ่อนด้อยว่า “ฉันยังไม่ดีพอ” ฯลฯ เพียงท่าเดียวมาตลอด เยาวชนเรียนรู้ความสำเร็จของบุคคลยุคอดีตจนซึ้งกับมันมากพอแล้วแต่เยาวชนกลับไม่สนใจและคิดที่จะเดินไปบนเส้นทางที่ทำให้บรรดา บรรพชนในอดีตมีความ สำเร็จ เลย กระบวนการที่ทำให้เขาเหล่านั้นเป็น “ประวัติศาสตร์” ไปนั้นเยาวชนกลับไม่พูดถึงและคิดที่จะเอามาปฏิบัติใช้แต่อย่างใด การเรียนรู้ประวัติศอฮาบะฮฺหรือฮิโร่อิสลามอย่างที่ว่าไปก็ไม่ได้ดีหรือสร้างสรรค์ไปกว่าการนั่งดูหนังไทยอย่างพระนเรศวรเพื่อ แสวงหาความซาบซึ้งสนุกๆเท่า นั้น

ดังนั้นตราบใดที่การทำงานเพื่ออิสลามยังคงวางหลักอยู่บนฐานคิดตื้นๆเช่นนี้ก็คงต้อง นั่งเพ้อลมพกฝันต่อไป ว่าสักวันหนึ่งรัฐคิลาฟะ ฮฺและการปกครองด้วยกฎหมายอิสลามจะเกิดขึ้นกระมัง!!? เพราะการได้มาซึ่งสองประการสุดท้ายนี้มิอาจหลีกหนีสงคราม(ญิฮาด)และการปลดแอกใดๆได้อีก เพราะรัฐคิลาฟะฮฺและระบอบการปกครองด้วยกฎหมายอิสลามมิอาจได้มาในสภาพโลกปัจจุบันนี้ด้วยการเดินไปขอให้ประเทศหนึ่งประเทศใด แบ่งพื้นที่ให้เราเอาไป ทำรัฐคิลาฟะฮฺหรือขอให้ผู้ นำของชาตินั้นๆเดินลงมาเพื่อให้คอลีฟะฮฺขึ้นปกครองแทนได้หรอก

เพราะฉะนั้นอย่าให้การทำงานอิสลามเป็นเพียงสนามเพื่อหนทางในการหาคู่ครองเท่านั้น เพราะนั่นจะเป็นวัฏรจักรอันมืดบอดที่สังคมมุสลิมต้องประสบอย่างไม่มีวันจบสิ้น เนื่องจากเมื่อครั้งเป็นเยาวชนเราก็มุ่งพัฒนาตนเอง(และหาคู่ครองไปพลางๆ)กันลูกเดียว, เมื่อครั้งแต่งงานไปเราก็มุ่งพัฒนาครอบครัวกันลูกเดียวอีก,และเมื่อครั้งมีบุตรเราก็มุ่งดูแลบุตรหลานของเรากันลูกเดียวอีก แล้วท้ายที่สุดเราก็ตายไปโดยไม่ได้ให้อะไรกับอิสลามมากไปกว่าสิ่งที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับตัวเองเท่านั้น นี่คือวัฏรจักรอันมืดบอดที่จะกัดกร่อนความเจริญของโลกมุสลิม แล้วโลกจะได้รับอะไรจากมุสลิมเมื่อพวกเขาหน่อมแน้มกันถึงเพียงนี้??!

บทความอันต่ำต้อยของสามัญชนอย่างข้าฯชิ้นนี้เป็นเพียงความพยายามที่จะทำการอธิบายถึงปัญหาความเฉื่อยชาและกระบวนการที่มืดบอด ผิดพลาดบางอย่างซึ่งคอย ฉุดรั้งสภาวะการทำงานอิส ลามของเยาวชนนักทำงานศาสนาทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนว่าการวิเคราะห์วิพากษ์ของข้าฯนั้นอาจมีทั้งถูกและผิดก็ได้ในฐานะปุถุชนคนสามัญที่ไม่สำมะหาอะไรนักกับโลกอันกว้าง ใหญ่ไพศาลใบนี้ และเพื่อเป็นบทเรียนอุทาหรณ์แก่การพัฒนาประชาชาติอิสลามนี้อาจจะต้องมีการนำเสนอตัวอย่างความผิดพลาดของนักทำงานศาสนาในอดีต ทั้งนี้มิได้มีเจตนารมณ์ในการขุดคุ้ยความผิดของเหล่าดาอีย์ในอดีตมาประจานแต่เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ความไม่หลงผิดเหยีบซ้ำรอย เดิมบนสายธารแห่งการทำงานนี้ เท่านั้น

ความคลุมเครือในเส้นเขตแดนของการพัฒนาตนเอง ?

ปัญหาหนึ่งที่ข้าฯได้หยิบยกมาวิพากษ์ไปบ้างแล้วในตอนต้นของบทความก็คือ ปัญหาเรื่องของการพัฒนาตนเองซึ่งแล้วแต่จะเรียกด้วยคำศัพท์ประการใดก็ตามแต่ ปัญหาที่ข้าฯหมายถึงนั้นก็คือปัญหาในเรื่องของเส้นแบ่งรือระดับชี้วัดความสมบูรณ์ในอีหม่านของเรา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคสมัยแห่งการดำรงชีพอยู่บนระบอบสังคมโสโครกของทุนนิยมประชาธิปไตยนี้ความอ่อนแอในเรื่องของอีหม่านนั้น กลับกลายมาเป็นประเด็น ปัญหาที่เหล่านักดาอีย์ และหนุ่มสาวอิสลามมากหน้าหลายตาคิดไม่ตกแก้ไม่ออกทั้งสิ้น ข้าพเจ้ามิได้มีเป้าประสงค์ที่จะเข้าไปทำการวิพากษ์ถึงวิธีการแก้ปัญหาอีมานอ่อนเพราะหนังสือตำราที่อภิปรายถึงทางออกของปัญหา นี้ก็มีมากพออยู่แล้ว แต่สิ่งที่จำต้องมาวิเคราะห์เจาะลึกลงก็คือโลกทัศน์ในเรื่องของ “อีมานดี-อีมานอ่อน” ที่ครอบงำความคิดของเยาวชนอย่างฝังหัวนั้นได้ส่งผลร้ายต่อการฟื้นฟูอิสลามในรูปลักษณ์ที่ผิดทางผิดที่อย่างไร

สภาวะอีมานอ่อนแอเป็นสภาวะที่ครอบงำดวงจิตของศรัทธาชนมาตลอดยุคสมัยแล้ว การถูกพิษภัยของอีมานอ่อนเข้าครอบงำจิตใจเยาวชนมุสลิมที่อยู่กำลังอยู่ในสภาพ “หวาดกลัว-หวาดระแวง” นั้นได้ทำให้เกิดการนิยามหรือเข้าใจต่อคำว่า “การทำงานอิสลาม” ให้เป็นไปในทางที่มักพุ่งเป้าไปยังความหมายที่ว่าทำงานเพื่อให้มุสลิมเกิดอีหม่านที่ดีในศาสนา ทั้งยังควบคู่ไปกับความรู้สึกนึกคิดที่ว่ามุสลิมมีหน้าที่ “หลัก” ในการพัฒนาตนเอง โลกทัศน์ที่เข้าใจว่าการเสริมสร้างอีหม่านนั้นเป็นหน้าที่หลักได้ส่งผลในทางรูปธรรมผ่านการเกิดขึ้นของกลุ่มศาสนา,ญะมาอะฮฺ,ชม รมมุสลิมต่างๆมากมาย กล่าวคือในหมู่กลุ่มนักทำงานศาสนาเหล่านี้โดยมากก็มักพุ่งเป้าไม่พ้นไปจากการสรรสร้างกระบวนการในการเสริมสร้างอีมานเสียโดย มาก เช่น การทำฮัลเกาะฮฺ,การทำค่ายฤดูร้อน เป็นต้น

พิจารณาโดยพื้นฐานแล้วการมุ่งเสริมสร้างอีมานนั้นเป็นสิ่งที่ดียิ่งในหลักการของอิสลาม แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นการถูกโลกทัศน์ในเรื่องอีมานดี-อีมานอ่อนชักนำไปในทางที่ผิดนั้นได้สร้างความเสียหายต่อสังคมมุสลิมในระ ดับที่ร้ายกาจยิ่ง ความเสียหายดังกล่าวก็คือการมุ่งสร้างกระบวนการเสริมสร้างอีมานในรูปแบบต่างๆเคียงคู่ไปกับการพุ่งเป้าสูงสุดของเยาวชนไปที่ การตัรบียะฮฺซึ่งสอด ประสานอย่างลงตัวกันระหว่างทั้ง 2 หน่วย (กระบวนการ & ตัรบียะฮฺ) ในอัตราที่มากจนก่อให้เกิดการพิจารณาตนเองว่าเป็นคนไม่ดีไม่พร้อมอยู่เสมอ พูดง่ายๆแล้วก็คือโลกทัศน์ในเรื่อง “อีหม่านดี-อีหม่านอ่อน” ได้สร้างเงื่อนไขอันไม่จำเป็นบางอย่างแก่เยาวชนขึ้นมา เงื่อนไขอันเป็นปัญหาสำคัญก็คือการที่เยาวชนมุ่งคิดถึงการพัฒนาตนและอีมานเป็นหน้าที่หลักเหนือพันธกิจอื่นใดจนสร้างอุปสรรคใน การรับใช้หรือต่อสู้อิส ลามในระดับสังคมที่เหมาะ สม ซึ่งดังกรณีที่ข้าพเจ้าได้หยิบยกไปว่าแม้กระทั่งการต่อสู้กับชีอะฮฺหรือแม้แต่คริสต์เตียน(และเรื่องอื่นๆ)เองก็ยังคงถูกมอง ว่า “ไม่ใช่หน้าที่หลัก” ของเยาวชนหนุ่มสาวอิสลาม การเกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดเช่นนี้คือคำตอบที่ว่าเหตุใดในสังคมมุสลิมในระยะหลังมาการต่อสู้เพื่อจัดระเบียบสังคมหรือหักล้าง ความเท็จในสังคมจึงไม่ เกิดขึ้นในหมู่ปัญญาชนมุสลิม เฉกเช่นในยุคสมัยอดีต เพราะการนำเอาความบกพร่องส่วนตนของมนุษย์มาเป็นอุปสรรคในการหักห้ามการต่อสู้ในหน ทางอิสลามอันมีอยู่ใน จิตใจของเยาวชนได้ส่งผลให้เยาวชน หรือขบวนการฟื้นฟูอิสลามในหมู่นักศึกษา ได้ร่อยหรอลงจากภาวะของการมุ่งขัดเกลาตน เองจากภายใน พิจารณาจากโลกทัศน์เช่นนี้แล้วเยาวชนมุสลิมจะตกอยู่ใต้ห่วงโซ่ของการตัรบียะฮฺที่คอยคุมขังพวกเขาตลอดไปจากข้อเท็จจริงที่ว่า ความอ่อนแอด้านอีหม่าน ของมนุษย์นั้นมีขึ้น-ลงอ ยู่ตลอดเวลา การตั้งเงื่อนไขลอยๆแก่การทำงานอิสลามว่า “ต้องเอาตัวเองให้ดีก่อนแล้วค่อยทำอย่างอื่น” จะถูกชักลากลงคลองจากข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีคำตอบจากใครเลยที่ว่าการตัรบียะฮฺตนเองให้ดีนั้นต้องสิ้นสุดหรือบรรลุเป้าหมายใน ระดับใดอย่างเป็น รูปธรรมถึงจะทำอย่างอื่นต่อได้? ในขณะที่การขึ้น-ลงของอีมานก็เป็นปัญหาพื้นฐานของมนุษย์ที่ไม่มีวันจบสิ้นได้เพราะมนุษย์ไม่ใช่อิศมะฮฺหรือปผู้ราศจากบาป ดังนั้นโลกทัศน์เช่นนี้จะกักขังให้เยาวชนคนหนุ่มสาวมุ่งการพัฒนาตนเองกันถ่ายเดียวจนขาดการก้าวเข้ามาปฏิวัติและต่อสู้กับโรค ภัยไข้เจ็บทางความเชื่อ และวัฒนธรรมในสังคมจากสาเหตุ ที่ตนเองยังสลัดตัวออกจากสภาวะอีหม่าน อ่อนในจินตนการของพวกเขาไม่ได้ หรือถ้าพวกเขามุ่งกระโดดมาสู่การทำงานเพื่อสังคมเสียจริง โลกทัศน์เรื่องอีหม่านดี-อีหม่านอ่อนก็จะบีบคั้นพวกเขาให้ทำงานที่ไม่พ้นเกลือกินด่างนั่นคือทำงานเชิงตัรบียะฮฺแก่สังคมกัน ต่อไปอีก!!!! สภาพดังกล่าวนี้จะกลายเป็นวัฏรจักรที่มืดบอดและวนเวียนอยู่ในวังวนเดิมๆจนทำให้สังคมสูญเสียการต่อสู้เพื่อศาสนาในหนทางอื่น อันควรจะได้รับจากแรง กายของเยาวชนหนุ่มสาวมากกว่า นี้

ที่ได้วิพากษ์มาทั้งหมดนี้มิใช่เพื่อการชี้นำผู้อ่านว่าเราไม่ต้องตัรบียะฮฺหรือใดๆ กันอีกต่อไป หากแต่คำถามที่จะต้องถูกให้คำตอบหลังการวิพากษ์ทั้งหมดก็คือ การเสริมสร้างอีหม่านหรือกระบวนการทั้งหมดในขอบข่ายนี้คือหน้าที่หลักของเยาวชนมุสลิมดังที่เข้าใจจริงหรือ? คำตอบต่อคำถามนี้ก็คือตัรบียะฮฺหรือกระบวนการในการขัดเกลาอีหม่านแก่ประชมคมมุสลิมนั้นจะต้องไม่ถูกถือว่าเป็นกระบวนการหลัก หรือกระบวนการสูงสุดของ ประชาคมมุสลิม หากแต่จะถูกพิจารณาว่าเป็นกระบวนการพื้นฐานของประชมคมมุสลิมที่จะต้องมีการกระทำกันเป็นระยะๆจากข้อเท็จจริงที่ว่าอีหม่านของ มนุษย์มีการขึ้นลงเป็น ภาวะวิสัยอยู่แล้ว หากการตัรบียะฮฺถูกถือว่าเป็นกระบวนการหลักเมื่อใดวัฏรจักรอันมืดบอดในสังคมมุสลิม ก็จะเกิดการวนเวียนเป็น ห่วงโซ่ที่ไม่จบสิ้นดังที่ ได้กล่าวไป โดยทั้งนี้และทั้งนั้นเป้าหมายสูงสุดของการสรรสร้างมวลประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ขึ้นบนหน้าภิภพเป็นการเฉพาะตามเจตนารมณ์ของอัลลอฮฺศุบฮานะฮุวะตะอาลานั้นก็เพื่อที่จะให้พวกเขาเป็นตัวแทน(คอลีฟะฮฺ)ของ พระองค์บนหน้าแผ่นดินนี้ดัง การดำรัสที่ว่า

وَعَدَ اللَّهُ الَّذِينَ ءامَنُواْ مِنْكُمْ وَعَمِلُواْ الصَّـلِحَاتِ لَيَسْتَخْلِفَنَّهُمْ فِى الاْرْضِ كَمَا اسْتَخْلَفَ الَّذِينَ مِن قَبْلِهِمْ

อัลลอฮ์ทรงสัญญากับ บรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้กระทำความดีทั้งหลายว่าแน่นอนพระองค์จะทรงให้พวกเขาเป็นตัวแทนสืบช่วงในแผ่นดิน เสมือนดังที่พระองค์ทรงให้บรรดาชนก่อนพวกเขา เป็นตัวแทนสืบช่วงมาก่อนแล้ว (24:33)

จากโองการดังกล่าวนี้เราจะพบว่าเป้าหมายสูงสุดที่มีไว้แด่ประชาชาติอิสลามนี้ก็คือการเป็นตัวแทนของอัลลอฮฺลนหน้าแผ่นดินนี้ เพื่อดำเนินกิจการทาง โลกทั้งปวงให้เป็นไปตามวิถี ทางที่พระองค์ทรงประสงค์

ท่านอิบนิกะษีร รอฮิมาฮุลลอฮฺ ปราชญ์ด้านตัฟซีรแห่งมัสฮับชาฟิอีย์ได้ทำการอรรถาธิบายโองการนี้ไว้ว่า

هذا وعد من الله تعالى لرسوله صلوات الله وسلامه عليه بأنه سيجعل أمته خلفاء الأرض، أي: أئمة الناس، والولاة عليهم،

“(โองการนี้)คือข้อสัญญาจาก พระองค์อัลลอฮฺตะอาลา และรอซูลของพระองค์ว่าพระองค์จะทรงมอบ ตำแหน่งคอลีฟะฮฺบนหน้าแผ่นดินแก่ประชาชาติของท่าน ซึ่งหมายถึงว่า(พวกเขา)นั้นคือผู้นำและผู้ปกครองของมวลมนุษยชาติ”[2]

จากโองการดังกล่าวเราจะพบว่าหน้าที่หลักของประชาชาตินี้อันได้ถูกมอบหมายแก่พวกเขาจากอาณัติของอัลลอฮฺนั้นก็คือการปกครองหรือ สร้างระบอบการเมือง สังคมให้เป็นอิสลามแก่โลกใบ นี้ ดังนั้นหน้าที่หลักของประชาชาตินี้คือการบริหารจัดการโลกให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์อัลลอฮฺ ดังนั้นกระบวนการหลักจากฐานคิดประการนี้เมื่อนำมาปรับใช้กับการทำงานอิสลามนั้นก็คือบรรดามวลมุสลิมมีหน้าที่ในการจัดระเบียบ สังคมและโลกให้เป็นไป ตามกรอบของอิสลามซึ่งมิอาจ ที่จะปฏิเสธหรือหลีกหนีเรื่องราวของการขัดแย้งและต่อสู้กับพิษภัยในสังคมของเราไม่ได้ ดังนั้นเราจึงไม่อาจที่จะสรุปได้ว่าหน้าที่หลักของเยาวชนนั้นคือการมุ่งขัดเกลาพัฒนาตนเอง หากแต่หน้าที่หลักของประชาชาติอิสลามนั้นคือการมุ่งจัดระเบียบสังคมด้วยรูปแบบต่างๆเพื่อเปลี่ยนโลกไปสู่อิสลาม

เพราะฉะนั้นตัรบียะฮฺนั้นเป็นเพียงกระบวนการพื้นฐานของประชาชาติอิสลามที่จะหล่อหลอมให้ประชาชาตินี้อยู่ในครรลองคลองธรรมที่ ถูกต้องเท่านั้น แต่ทั้งนี้แล้วหน้าที่หลักของประชาชาตินี้นั้นก็คือการมุ่งเปลี่ยนแปลงและจัดระเบียบโลกด้วยการต่อสู้กับความเท็จทั้งปวงที่มี อยู่ในสังคม โดยไม่นำเอาความอ่อนแอหรือความบกพร่องส่วนตัวของเรามาเป็นอุปสรรคในการรับใช้หรือต่อสู้ในหนทางของอิสลามเป็นอันขาด[3] ดังกรณีตัวอย่างของ อบูมิฮฺญัน อัษษะกอฟีย์ นักรบมุสลิมผู้กล้าหาญคนหนึ่งในสมรภูมิกอดีซียะฮฺที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับบรรดาซอฮาบะฮฺอย่างท่านซะอฺดบินวักกอส รอฎิยัลลอฮุอันฮฺ ความรักและกระหายในการญิฮาดของตัวเขาเป็นที่โจษจัณฑ์กันมากแม้ว่าตัวเขาจะมีปัญหา ส่วนตัวอย่างร้ายกาจ นั่นก็คือเขาเป็นคนขี้เหล้า แต่กระนั้นก็ตามความขี้เมา(อีหม่านอ่อน)ของเขานั้นไม่ได้ถูกนำมาเป็นอุปสรรคใดๆเลยในการขวางกั้นการต่อสู้ของเขากับความเท็จใน ขณะนั้น(คืออาณาจักร เปอร์เซีย)[4]

จากอุทาหรณ์ดังกล่าวเราสามารถที่จะสรุปในเบื้องต้นได้ว่าการบกพร่องซึ่งอีหม่านในตัวมนุษย์นั้นจะไม่ถูกถือเป็นเงื่อนไขในการ หักห้ามการต่อสู้กับ ความเท็จดังความเข้าใจผิดๆ ของเยาวชนมุสลิมหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันนี้ เพราะทั้งที่พวกเขาเองมิได้มีพฤติกรรมที่กระทำบาปใหญ่ด้วยการกินสุราอย่างเช่นอบูมิฮฺญันอัษษะกอฟีย์ก็ตาม แต่พวกเขากลับเลือกที่จะปวกเปียกจนไม่สามารถกระทำการณ์ต่อสู้กับภัยร้ายในสังคมใดๆได้อีกต่อไปนอกจากการมุ่งพัฒนาตนเองจากภาย ในแต่เพียงถ่ายเดียว ดังนั้นคำถามที่เราได้ถามไปในตอนต้นที่ว่าการตัรบียะฮฺจะต้องกระทำถึงในระดับใดจึงจะสามารถก้าวเข้ามาต่อสู้ในหนทางอิส ลามอย่างเป็นรูปธรรมได้ คำตอบจึงมีอยู่ว่าการที่คนผู้หนึ่งแม้จะกินเหล้า,หรือทำบาปใหญ่แต่หากหัวใจของเขากลับพร้อมที่จะพลีตนเพื่อปกป้องอิสลามได้ยาม ใดก็ตามที่อิสลามถูกคุก คามก็ถือว่าหัวใจของเขา มีอีหม่านอยู่ในระดับที่สามารถกระทำการต่อสู้กับศัตรูของอิสลามได้แล้ว ส่วนความบกพร่องส่วนตัวนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องพัฒนาต่อไปอย่างเป็นระยะๆ และจะไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการรับใช้อิสลามของพวกเขา



--------------------------------------------------------------------------------

[1] พันธมิตรร่วมกลุ่มอัซซาบิกูน

[2] อิบนิกะษีร, ตัฟซีรอัลกุรอานนิลอะศีม, เล่ม 3 หน้า 231

[3] หลักคิดว่าด้วยการต่อสู้ทางสังคมของชาวมุสลิมข้าพเจ้าได้เคยอภิปรายในทางปรัชญาการต่อสู้ของกลุ่มเราแล้วไว้ในบทความตามลิงค์ นีhttp://www.4shared.com/document/NdRR7QrO/_online.html

[4] Muhammad Abdus Salam Faraj. Jihad The Absent Obligation. P. 63

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น