วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ลัทธิภาคีนิยมในรั้วมหาวิทยาลัย!


   
   ช่วงชีวิตในรอบรั้วมหาวิทยาลัยมักจะถูกมองว่าเป็นช่วงชีวิตที่มีแต่ความทะเยอทะยานมุ่งมาดแสวงหาในสิ่งที่เรียกว่า “ประสบการณ์” ที่รั้วการศึกษาจะมอบให้เราตลอดระยะ 4 ปี หลักคิดที่ว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยคือชีวิตที่ต้องเต็มที่! ต้องทำกิจกรรม! ต้องทะยานอยากในการเจอโลกกว้าง! ได้หล่อหลอมให้คนหนุ่มสาวมุสลิมมากหลายแสวงหาในทุกสิ่งที่พอจะทำเนาว่าเป็น “ประสบการณ์” ได้ หลายคนแสวงหาประสบการณ์ในทางที่ดีอันเป็นที่พึงพอใจของพระองค์อัลลอฮฺเช่น กรณีของการทำงานอิสลามในรูปของชมรม แต่อีกมากหลายเหลือล้นเช่นกันของหนุ่มสาวมุสลิมที่แสวงหาประสบการณ์ชนิดเฉียดขอบอเวจี บางคนแสวงหาประสบการณ์รักด้วยการซินา ด้วยการมีแฟน บางคนแสวงหาประสบการณ์หนุ่มด้วยเหล้ายาใบกระท่อม! แต่ที่ร้ายการที่สุดก็คือบางคนแสวงหาประสบการณ์ด้วยการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺหรือ ชิรกฺ ไม่ว่าจะเป็นการจงใจจะกระทำหรือไม่ เช่น การไปลอยกระทงเพราะเป็นกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเป็นต้น
            หนึ่งในบ่วงโซ่ของการ(สุ่มเสี่ยง)ตั้งภาคีต่อพระองค์อัลลอฮฺที่มีความซับซ้อนและถูกละเลยมากที่สุดก็คือ การตั้งใจแสดงออกซึ่งการให้ความสำคัญไม่ว่าในกรณีใดก็ตามต่อรูปเจว็ดทั้งหลาย เช่น กรณีการถ่ายรูปหมู่หรือรูปเดี่ยวโดยมี “เจตนา” ของการถ่ายเพื่อให้รูปเจว็ดดังกล่าวเป็นองค์ประกอบสำคัญของภาพถ่าย การกระทำเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่หะรอมอย่างชัดเจนในหลักการอิสลาม เพราะสิ่งใดก็ตามที่เป็นที่หะรอมต้องห้ามในหลักการอิสลามและไม่สามารถเปลี่ยนสภาพได้แล้ว สิ่งนั้นจะหะรอมทุกกรณีไม่มีข้อยกเว้น รูปเจว็ดเป็นสิ่งหะรอมในหลักการอิสลามและไม่สามารถเปลี่ยนสภาพ(เช่นอาหาร)ได้ ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งหะรอมหากมุสลิมคนใด “ตั้งใจ” ที่จะให้รูปเจว็ดเหล่านั้นร่วมสังขกรรมกับกิจกรรมของเขา พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
            และโดยแน่นอน เราได้ส่งรอซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า)พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ดดังนั้น ในหมู่พวกเขามีผู้ที่อัลลอฮทรงชี้แนะทางให้และในหมู่พวกเขามีการหลงผิดคู่ควรแก่เขาฉะนั้น พวกเจ้าจงตระเวนไปในแผ่นดิน แล้วจงดูว่าบั้นปลายของผู้ปฏิเสธนั้นเป็นเช่นใด (16:36)
            โองการนี้บรรดามุสลิมได้ถูกสั่งใช้ให้เคารพต่ออัลลอฮฺและสิ่งที่เป็นปรปักษ์กับอัลลอฮฺก็คือรูปเจว็ดที่พวกเขาถูกบัญชาให้ “หลีกห่าง” ซึ่งท่านอิบนิกะษีร ได้อธิบายไว้ว่า
            فلم يزل تعالى يرسل إلى الناس الرسل بذلك، منذ حدث الشرك في بني آدم في قوم نوح الذين أرسل إليهم نوح، وكان أول رسول بعثه الله الى أهل الأرض، إلى أن ختمهم بمحمد صلى الله عليه وسلم الذي طبقت دعوته الإنس والجن في المشارق والمغارب، وكلهم كما قال الله تعالى:
{ وَمَآ أَرْسَلْنَا مِن قَبْلِكَ مِن رَّسُولٍ إِلاَّ نُوحِىۤ إِلَيْهِ أَنَّهُ لاۤ إِلَـٰهَ إِلاَّ أَنَاْ فَٱعْبُدُونِ }
พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ดพระองค์ได้ส่งรอซูลของพระองค์มายังมวลมนุษยชาติด้วยกับสาสน์แห่งคำสอนดังกล่าว นับตั้งแต่การตั้งภาคีต่อพระองค์ได้อุบัติขึ้นมาครั้งแรกในหมู่บุตรหลานของอาดัม ในบรรดากลุ่มชนที่ท่านนบีนูฮฺได้ถูกส่งไป และรอซูลผู้แรกที่พระองค์อัลลอฮฺได้ส่งมายังมวลมนุษย์โลกนี้ จนกระทั่งพระองค์ได้ส่งรอซูลท่านสุดท้ายคือมุฮัมมัด ศ็อลฯซึ่งคำประกาศของท่านได้ถูกป่าวร้องไปยังมนุษย์และญินทั้งในฟากตะวันออกและตะวันตก พวกเขาทั้งหมดได้มายังโลกด้วยคำสอนเดียวกันนี้ดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า และเรามิได้ส่งร่อซูลคนใดก่อนหน้าเจ้านอกจากเราได้วะฮีย์แก่เขาว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้า(21:25)
(อิบนิกะษีร. ตัฟซีรอัลกุรอานิลอะซีม. เล่ม 4 หน้า 570)
                พระองค์อัลลอฮฺ ยังกล่าวให้ท่านนบีของเราประกาศการพ้นกับรูปเจว็ดว่า
“ฉันจะไม่เคารพภักดีสิ่งที่พวกท่านเคารพภักดีอยู่(109:2)
            ท่านอิบนิกะษีรอธิบายว่า “หมายถึงเหล่ารูปปั้นและบรรดาพระเจ้าปลอมทั้งหลาย”
 (Tafsir Ibn Kathir – Abriged - Part 30 หน้า 242)
                จากโองการดังกล่าวทั้งหมด จึงเป็นที่ชัดเจนว่าอิสลามห้ามยิ่งกว่าการเคารพรูปปั้น แต่ทว่าพวกเขาได้ถูกห้ามด้วยการมิให้ข้องแวะเข้าใกล้ต่อรูปปั้นเลยด้วยซ้ำจากสำนวนที่ว่า “จงหลีกห่าง” ! ดังนั้นการถ่ายรูปโดย “จงใจ” เพื่อจะให้รูปปั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของภาพถ่ายจึงเป็นสิ่งต้องห้าม ดังนี้
ก.      รูปปั้นเป็นของต้องห้าม แม้เราจะอ้างว่าเราไปถ่ายโดยมิได้เคารพสักการะมันในใจก็ตาม แต่
นั่นเป็นคำอ้างผิดๆ เพราะในอิสลามสิ่งใดก็ตามที่เป็นสิ่งต้องห้ามในตัวของมันแล้ว อิสลามไม่ได้พิจารณาว่ามันต้องห้ามแค่ทางใจเท่านั้น แต่กาย วาจาของเราก็ต้องห้ามที่จะยุ่งเกี่ยวกับมันด้วย เช่น กรณีของเหล้าเป็นสิ่งต้องห้ามชัดเจน ดังนั้นการถ่ายโฆษณาเหล้า หรือการใส่เสื้อยี่ห้อเหล้า หรือการกระทำใดที่เป็นการให้ความสำคัญต่อเหล้าจึงเป็นที่หะรอมชัดเจนแม้เราจะไม่ดื่มกินมันก็ตาม แล้วกระไรกันเล่าที่รูปเจว็ดซึ่งเลวร้ายยิ่งกว่าสุราจะต้องถูกมองข้ามด้วยเหตุผลง่ายๆเช่นนี้ การที่ในสถานที่แห่งหนึ่งมีที่ตั้งร้อยตั้งพันแห่งแต่กลับจงใจเลือก(ไม่ได้ถูกบังคับหรือบังเอิญติดมากับภาพ) ที่จะมาถ่ายภาพต่อหน้ารูปเจว็ดเพื่อให้เป็นองค์ประกอบของภาพจึงเป็นการกระทำที่หะรอมชัดเจน! และในบางกรณีการถ่ายภาพต่อหน้ารูปเจว็ดที่เป็นทั้งเจว็ดและทั้งแท่นบูชาซึ่งอาจจะต้องมีการถอดรองเท้าเพื่อการ “ให้เกียรติต่อสถานที่” สิ่งนี้ย่อมเป็นสิ่งต้องห้ามด้วย เพราะหากการถอดรองเท้าเป็นเพียงมารยาทเช่นการถอดรองเท้าเข้าห้องเรียนก็ถือว่าไม่เป็นไร แต่ในกรณีที่จะขึ้นไปถ่ายภาพต่อหน้ารูปเจว็ดแล้วจะต้องถอดรองเท้าออกด้วย ทั้งที่ตรงนั้นเป็นแท่นบูชาที่มีแต่การบวงสรวงเซ่นไหว้ การถอดรองเท้าจึงเป็นเรื่องของการให้ความเคารพอย่างชัดเจนเพราะเกี่ยวข้องกับมิติของการให้เกียรติต่อความศักดิ์สิทธิ์ของรูปปั้นและสถานที่บูชา! การถอดรองเท้าจึงเป็นการให้ความเคารพทางอ้อมต่อรูปเจว็ด!
            เราจึงขอเรียกร้องให้บรรดาหนุ่มสาวมุสลิมห่างไกลจากการเข้าใกล้รูปเจว็ด แม้ว่ามันจะถูกอ้างว่าเป็นความทรงจำหรือภาพตัวแทนต่อกันก็ตาม เพราะแท้จริงแล้วมิตรภาพของกันและกันมิได้ขึ้นอยู่กับการมีรูปเจว็ดเป็นองค์ประกอบของภาพถ่าย ความทรงจำที่มีต่อกันคือการกระทำดีและการเสียสละต่อกัน อีกทั้งเราเองสามารถถ่ายภาพที่ใดก็ได้ที่ไม่มีรูปเจว็ดเป็นองค์ประกอบของภาพ และแน่นอนว่าไม่มีใครบังคับบรรดามุสลิมให้กระทำเช่นนั้น หากแต่มุสลิมเองต่างหากที่บังคับตนเองให้กระทำการณ์ดังกล่าวไปเพราะความโง่เขลาและเมินเฉยต่อหลักการศาสนาของพวกเขา ประเทศไทยที่เราอาศัยอยู่นี้ได้ให้สิทธิเสรีภาพทางศาสนาแก่เราและมิได้บังคับให้ชาวมุสลิมต้องฝ่าฝืนบทบัญญัติของศาสนาแต่ประการใด
            ท่านรอซูล ศ็อลฯ ได้กล่าวแก่เราว่า
" أرسلني بصلة الأرحام ، وكسر الأوثان ، وأن يوحد الله لا يشرك ‏به شيء
“ฉันได้ถูกส่งมาเพื่อเชื่อมสัมพันธ์แก่ตระกูลและเพื่อทำลายรูปเจว็ดทั้งหลาย ดังนั้นแหละที่อัลลอฮฺจะถูกเคารพสักการะโดยปราศจากการตั้งภาคีต่อพระองค์ด้วยกับสิ่งใดก็ตาม”
(หะดีษศอเฮี๊ยฮฺมุสลิม หมายเลขที่ 832)     
وَفِي الْحَدِيث مَشْرُوعِيَّة إِزَالَة مَا يُفْتَتَن بِهِ النَّاس مِنْ بِنَاء وَغَيْره سَوَاء كَانَ إِنْسَانًا أَوْ حَيَوَانًا أَوْ جَمَادًا اهـ
“ท่านฮาฟิสอิบนิหะญัรกล่าวว่า: จากหะดีษนี้ มันได้ถูกกำหนดให้โยกย้ายสิ่งต่างๆที่อาจจะล่อลวงหรือเบี่ยงเบนผู้คน(ไปในทางที่ผิด) ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ได้ถูกสร้างขึ้น(โดยมนุษย์), คน, สัตว์ต่างๆหรือวัตถุที่ไร้ชีวิตก็ตาม
( อิบนุหะญัร อัลอัสกอลานีย์ . ฟัตฮุลบารีย์. กิตาบมะฆอซีย์ เลขที่ 4099)
            เหล่าศรัทธาชนทั้งหลายเอ๋ย จงอย่าอยู่เคียงข้างหรือให้ความสำคัญกับสิ่งที่นบีถูกส่งมาเพื่อทำลาย!
อัลลอฮฺเท่านั้นที่รู้ดียิ่ง

วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อายะฮฺกุรซีย์เวอชั่นลัทธิชีอะฮฺีรอฟิเฎาะฮฺ

อายะฮฺกุรซีย์เวอชั่นลัทธิชีอะฮฺีรอฟิเฎาะฮฺ
 
 
     เมื่อราวๆอาทิตย์ก่อน (ขณะที่เขียนอยู่นี้ตรงกับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553) ผู้เขียนได้มีโอกาศพบปะกับมิตรสหายผู้ร่วมอุดมการณ์ท่านหนึ่งจากเมือง นราธิวาส ผู้เขียนเองพึ่งจะมีโอกาศพูดคุยกับมิตรสหายผู้นี้ครั้งแรกแต่เราต่างก็มีการ สนทนากันอย่างปิยมิตรและถูกคอกันพอสมควร เราได้สนทนากันไปพักใหญ่เขาจึงได้วกพูดถึงเรื่องของตำรับตำราต่างๆของฝ่ายรอ ฟิเฎาะฮฺที่ได้มีการแปลไทยขายกันอย่างมากมาย ณ เวลานี้ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ถามเขาไปว่าซื้อตำราของฝ่ายองค์กรรอฟิเฎาะฮฺเก็บบ้างแล้ว รึยัง เขาก็ตอบมาว่าซื้อเก็บไปพอสมควร เช่น หนังสือ ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้รับทางนำ,ขออยู่กับผู้สัตย์จริง,ชีอะฮฺคือซุนนะฮฺที่ แท้จริง ซึ่งทั้งหมดเป็นงานเขียนของ ดร.ติญานี นอกจากนี้ยังรวมถึง หนังสือ "ชำระประวัติศาสตร์อิสลาม" ของ ซัยยิดอัสฆ็อร ริสวี และสุดท้ายเขาก็โพล่งหนังสือเล่มหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียน "ตกใจ" ขึ้นมาทันที ก็คือ หนังสือ ดุอาร์(ตามแบบวิถีการอิบาดัตของชาวรอฟิเฎาะฮฺ) เล่มหนึ่งชื่อ "มะฟาติฮุลญินาน" เขียนโดย เชคอับบาส อัลกุมมี!!!!

ที่บอกว่าผู้เขียน "ตกใจ" นั้นเชื่อเหลือเกินว่าพี่น้องหลายๆท่านอาจจะงงว่าทำไมจะต้อง "ตกใจ" กับหนังสือรวบรวมบทดุอาอ์ธรรมดาๆด้วย ซึ่งผู้อ่านจะได้รับทราบคำตอบจากการอ่านบทความชิ้นนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ผมจึงถามเขากลับไปว่า "ผมไม่ยักกะรู้แฮะว่าเดี๋ยวนี้ฝ่ายชีอะฮฺแปลหนังสือเล่มนี้แล้ว ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายจริงๆ!!" เพื่อนของผมจึงได้ถามกลับว่า "ทำไมจึงเป็นเรื่องท้าทายได้ละหนังสือเล่มนี้มีอะไรผิดปกติหรือ? " ผมจึงถามเขากลับไปว่า กรุณาช่วยทบทวนชื่อหนังสือใหม่หน่อยได้ไหมเพื่อความมั่นใจก่อนเฉลย เขาจึงอ่านชื่อหนังสือใหม่ว่า "มุนตะค็อบ มะฟาติฮุลญินาน" ผู้เขียนจึงถึงบางอ้อ นั่นเอง

ในความเป็นจริงแล้ว ที่ผู้เขียนได้กล่าวไปว่ามันคือการท้าทายนั้น ก็เพราะมิใช่ด้วยเหตุผลใดหรอก แต่เป็นเพราะว่าผู้เขียนเคยได้อ่าน หนังสือเล่มดังกล่าวจากฉบับสมบูรณ์ของภาษาอาหรับมาแล้ว และปรากฎพบว่าในต้นฉบับสมบูรณ์ของภาษาอาหรับนั้นตัวผู้ประพันธ์หนังสือเล่ม นี้ซึ่งมีนามว่า เชคอับบาสกุมมีนั้นได้เขียนยืนยันไว้แล้วว่า อัลกุรอานฉบับปัจจุบันที่พี่น้องซุนนีถือใช้กันอยู่นี้ไม่ใช่ฉบับสมบูรณ์แต่ เป็นฉบับที่ถูกตะฮฺรีฟหรือบิดเบือนตัดทอนเพิ่มเติมไปแล้วต่างหาก!!!!!! และนี่แหละคือเหตุผลที่ว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงมองว่าการแปลหนังสือเล่มนี้วาง ขายในฉบับภาษาไทยขององค์กรรอฟิเฎาะฮฺในไทยจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายมากนั่นเอง เพราะโดยปกติแล้วคนชีอะฮฺในบ้านในเมืองเราเกือบ 100 % ที่ไม่ได้อยู่ในระดับผู้รู้นั้นจะเป็นจำพวกที่หลงเข้ารีตเป็นชีอะฮฺเพราะจาก ความสับสนในเรื่องของประวัติศาสตร์,อะฮฺลุลเบต,ฆอดีรคุม,ปัญหาคอลีฟะฮฺ และปัญหาเรื่องซอฮาบะฮฺเสียมากกว่า หาใช่เข้ารีตเป้นชีอะฮฺเพราะการเชื่อมั่นในหลักอากีดะฮฺ "ขนานแท้" ของชีอะฮฺไม่ ดังนั้นโดยปกติชีอะฮฺประเภทนี้(เช่นพวกที่ป่วนอยู่ในเว็บบอร์ดมุสลิมไทย)จึง ไม่ค่อยใคร่จะได้รู้จักกับหลักความเชื่อ ฃอัน "โสโครก" ขนานแท้จากตำราของฝ่ายชีอะฮฺเสียเท่าไหร่ เพราะชีอะฮฺประเภทนี้จะเป็นลักษณะชีอะฮฺที่แค่อ่านๆตำราภาษาไทยที่ถูกองค์กร รอฟิเฎาะฮฺคัดกรองแปลมาเอาเฉพาะเนื้อหาที่ไม่เสี่ยงต่อการถูก "โจมตี" อันจะทำให้ชีอะฮฺ "ขายหน้า" ไปเท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้การปกปิดคำสอนที่แท้จริงเพื่อมิให้ระดับล่างๆของชาวชีอะฮฺ "รู้ความจริง" จากคำสอนอันสุดอนาถจึงยังคงดำเนินการอำพรางพวกกันเองต่อไป และนี่คือคำตอบที่ว่าทำไมจนป่านนี้เข้าแล้ว พวกองค์กรรอฟิเฎาะฮฺในไทยจึงไม่กล้าดำเนินการจัดแปลหนังสือหะดีษ "อัลกาฟีย์" มาเป้นภาษาไทย ทั้งๆที่ก็รู้อยู่เต็มออกคดอยู่ในงอว่าหนังสือเล่มนี้คือตำราซอเฮี๊ยฮฺไร้ ข้อผิดพลาดและยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วในโลกอิสลามตามการยืนยันของอุลามาอ์รอฟิ เฎาะฮฺมากมายเอง เพราะขืนองค์กรรอฟิเฎาะฮฺเล่นแปลหนังสือหะดีษเล่มนี้เป็นภาษาไทยและพวกรอฟิ เฎาะฮฺระดับชาวบ้านๆได้มีโอกาศสัมผัสหะดีษอันยิ่งใหญ่ที่ปรากฎในหนังสือเล่ม นี้เช่น อิมามขี้หอมยิ่งกว่าชมดเชียง ก็คงเป็นอันทำให้ชาวชีอะฮฺอดีตซุนนีต้องหันหน้ากลับมาสู่อิสลามและละทิ้งชี อะฮฺกันครั้งใหญ่แน่นอน ดังนั้นการปกปิดหลักคำสอนเช่นนี้นี่เองที่ทำให้ทุกครั้งเมื่อมีการเปิดโปง จากฝ่ายซุนนะฮฺ พกวชีอะฮฺระดับรากหญ้าที่ถูกล้างหัวมาจนมืดบอดแล้วจะแก้เกี้ยวได้ชนิดเดียว คือ วะฮาบีย์ใส่ร้ายชีอะฮฺ ซึ่งถือเป็นการแก้เกี้ยวของบุคคลที่โฉดเขลาและตลอดชีวิตไม่เคยได้มีโอกา ศสัมผัสกับตำราของชีอะฮฺจริงๆเลยสักครั้ง นอกจากตำราที่แปลเป็นภาษาไทยและผ่านการ "คัดกรอง" ข้อมูลมาแล้วเท่านั้น

อีกประเภทหนึ่งของชีอะฮฺก็ คือ พวกผู้รู้สาระบั่นหนาเตอะวางตัวดูน่าภูมิฐานในไทย ที่อดีตเคยเป็นซุนนีและหลงเข้ารีตเป็นชีอะฮฺสมัยการปฏิวัติอิหร่านยังเฟื่อง ฟู กลุ่มผู้รู้ประเภทนี้เป็นประเภทที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าในตำราของชีอะฮฺ "สอนอะไร" ไว้บ้างเพราะแน่นอนพวกผู้รู้เหล่านี้ต่างก็จบมาจากต่างประเทศทั้งสิ้น จึงย่อมต้องมีโอกาศได้สัมผัสงานเขียนจากตำราของชีอะฮฺที่สั่งสอนเรื่อง "พิศดารๆ" ไว้อย่างแน่นอน แต่มักเลือกที่จะ "ไม่สนใจ" หรือ "ปฏิเสธอย่างไร้เหตุผล" ต่อคำสอนในตำราเหล่านั้นโดยยืนกรานเป็นกำปั้นทุบดินว่า "ก็กูจะเชื่อแบบนี้ใครจะทำไม!!" ลักษณะผู้รู้เช่นนี้หาดูได้จากการ เสวนาระหว่างคณาจารฝ่ายซุนนะฮฺกับซัยยิดสุไลมาน เมื่อราวๆ 10 กว่าปีก่อน ซึ่งเราจะพบว่าเมื่อตอนที่ฝ่ายซุนนะฮฺยกหลักฐานจากตำราชีอะฮฺที่เป็น "ภาษาอาหรับและเปอร์เซีย" มาแสดงให้ดูถึงคำสอนที่ระบุว่าอัลกุรอานไม่สมบูรณ์มากมาย สิ่งที่คนอย่างซัยยิดสุไลมานจะทำได้ก็เข้าสูตรเดิมๆว่า ชีอะฮฺคือกลุ่มคนที่เชื่อว่าอัลกุรอานสมบูรณ์และตัวเขาก็เชื่อว่าอัลกุรอาน สมบูรณ์ อันเป็นการตอบคำถามผิดประเด็นเพราะฝ่ายซุนนะฮฺต้องการคำตอบว่าเหตุใดอุลา มาอ์ชีอะฮฺเหล่านี้จึงสอนและเขียนหนังสือเพื่อยืนยันว่าอัลกุรอานไม่ครบ มิใช่เป้นการถามเพื่อขอคำตอบที่เป้น "ความเชื่อส่วนบุคคล" ของนายสุไลมานแต่อย่างใดเลย และสุดท้ายการเสวนาในประเด็นอัลกุรอานก็จบลงด้วยการตอบที่ไม่ตรงประเด็นของ นายสุไลมาน ไปนั่นเองโดยการแก้ตัวนำขุ่นๆว่า ผมตอบเคลียร์แล้ว อยู่ที่พี่น้องจะเข้าใจหรือไม่เท่านั้นเอง!!!


วกกลับมาที่เรื่อง หนังสือ "มะฟาติฮุลญินาน" ที่ผมได้กล่าวไปในตอนต้น เมื่อเพื่อนของผมได้บอกผมว่าหนังสือเล่มนี้แปลไทยมาในชื่อว่า "มุนตะค็อบมะฟาติฮุลญินาน" ผมก็เข้าใจและถึงบางอ้อเลยว่า กระบวนการอำพรางคำสอนอันทุเรศของฝ่ายชีอะฮฺเพื่อป้องกันชีอะฮฺชาวบ้านๆ เปลี่ยนกลับมาเป็นซุนนีก็คงยังดำเนินต่อไป จากตัวอย่างหฟนังสือเล่มนี่นั่นเอง นั่นก็เพราะว่า ต้นฉบับเดิมในภาษาอาหรับของหนังสือเล่มนี้มีชื่อสั้นแค่ว่า "มะฟาติฮุลญินาน" แต่กลับถูกแปลเป็นไทยว่า "มุนตะค็อบมะฟาติฮุลญินาน" ซึ่งเราจะพบได้ว่ามีการเพิ่มคำว่า "มุนตะค็อบ" เข้ามาซึ่งแปลว่า "เลือกสรร" หรือ "คัดเลือก" อันเป็นข้อบ่งชี้ว่า ฉบับแปลไทยของหนังสือเล่มนี้จึงเป็นเพียงการ "คัดเลือก" บางส่วนของหนังสือเล่มนี้จากต้นฉบับเดิมในภาษาเปอร์เซียและอาหรับ และการคัดเลือกบางส่วนมาแปลขายกันนั้นก็คงเป็นการคัดเลือกเอาเฉพาะเนื้อหา ที่ตนเห็นว่า "ไม่อันตราย" ต่อการถูกฝ่ายซุนนะฮฺหยิบมาโจมตีอย่างแน่นอน ดังที่จะได้พิสูจน์ให้ดูกันดังนี้

ในหนังสือ "มะฟาติฮุลญินาน" ฉบับเดิมเป็นภาษาเปอร์เซียและถูกแปลเป็นภาษาอาหรับ อีกที เขียนโดน เชคอับบาส อัลกุมมี ในหนังสือเล่มนี้ปรากฎเนื้อหาที่ส่อให้เห็นว่า "ชีอะฮฺเชื่อว่าอัลกุรอานไม่ครบ" จากการยืนยันของผู้ประพันธ์เองดังนี้


1. หนังสือ "มะฟาติลฮุลญินาน" ฉบับภาษาเปอร์เซีย

ภาพที่ท่านกำลังเห็นอยู่ต่อ ไปนี้ คือภาพถ่ายแสกนจากหนังสือเล่มดังกล่าวนี้ กรุณาโปรดสังเกตุตรงที่แต้ม สีเหลืองไว้ เชคอับบาสอัลกุมมีผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้กล่าว กล่าวว่า อายะฮฺกุรซี ที่พระองค์อัลลอฮฺทรงประทานลงมาแก่ท่านนบีมุฮัมมัดตากการยืนยันของเชคอัล มัจลิซีย์จากรายงานของท่านกุลัยนีและอิบรอฮีมอัลกุมมีนั้น ต้องอ่านแบบนี้
 
"อัลลอฮุลาอิลาฮะอิลลาฮุ วัลฮัยยุลก็อยยูม ลาตะอฺคุสุฮุซินาตุวฺวะลาเนามฺ ละฮูมาฟิซซะมาวาติวะมาฟิลอัรฎฺ วะาบัยนะฮูมาตะฮฺตะรออาลิมุลฆ็อยบิ วัชชะฮาดะฮฺ ฮุวัรเราะฮฺมานนืรรอฮีม มันสัลละสีย์ยัชฟะอุอิน ดะฮุ และต่อไปจนจบตามปกติ"

เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อายะฮฺอัลกุรซีย์ ตามการยืนยันของเชครอฟิเฎาะฮฺผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่คนนี้ มีการเพิ่มเติมคำเข้ามาอย่างน่าใจหายเพราะในความเป็นจริงแล้วอายะฮฺกุรซีย์ ในอัลกุรอานฉบับปัจจุบันต้องเป็นแบบนี้

 
อัลลอฮ์นั้น คือ ไม่มีผู้ที่เป็นที่เคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงมีชีวิต ผุ้ทรงบริหารกิจการทั้งหลาย โดยที่การง่วงนอน และการนอนหลับใด ๆ จะไม่เอาพระองค์ สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นของพระองค์ ใครเล่าคือผู้ที่จะขอความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่น ณ ที่พระองค์ได้ นอกจากด้วยอนุมัติของพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขา และพวกเขาจะไม่ล้อมสิ่งใด จากความรู้ของพระองค์ไว้ได้ นอกจากสิ่งที่พระองค์ประสงค์เท่านั้น เก้าอี้พระองค์นั้นกว้างขวางทั่วชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และการรักษามันทั้งสองก็ไม่เป็นภาระหนักแก่พระองค์ และพระองค์นั้นคือผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิงใหญ่
(ซูเราะฮฺอัลบากอเราะ ฮฺ:255)
 
2. หนังสือ "มะฟาติฮุลญินาน" ฉบับแปลภาษาอาหรับ
ในฉบับภาษาอาหรับ เราจะพบว่าชาวรอฟิเฎาะฮฺที่ทำการแปลมาจากต้นฉบับเดิมในภาษาเปอร์เซียอีกที ก็หาได้ตะกียะฮฺเช่นเดียวกับชาวรอฟิเฎาะฮฺในไทยไม่ เพราะตามฉบับภาษาอาหรับก็แทบไม่มีการผิดเพี้ยนจากต้นฉบับภาษาเปอร์เซียเลย เพราะมีการ "เปิดเผย" อากีดะฮฺความไม่สมบูรณ์ของอัลกุรอานอายะฮฺกุรซีย์ดังนี้
 
 
 
ท่านเชคอัลมัจิลิซีย์(นักหะดีษของชีอะฮฺ)กล่าว ว่า : อายะฮฺกุรซีที่ได้ถูกประทานลงมาตามที่มีระบุอยู่ในริวายัตของท่านกุลัยนีและ เชคอะลีอิบรอฮีมอัลกุมมี นั้นมีข้อความแบบนี้

"อัลลอฮุลาอิลาฮะอิลลาฮุวัล ฮัยยุลก็อยยูม ลาตะอฺคุสุฮุซินาตุวฺวะลาเนามฺ ละฮูมาฟิซซะมาวาติวะมาฟิลอัรฎฺ วะมาบัย นะฮูมาตะฮฺตะรออาลิมุลฆ็อยบิวัชชะฮาดะฮฺ ฮุวัรเราะฮฺมานนืรรอฮีม มันสัลละสีย์ยัชฟะอุอินดะฮุ และต่อไปจนจบตามปกติ"

เราจะพบว่า ไม่ว่าจะฉบับไหนๆก็ตาม อายะฮฺอัลกุรซีตามความเข้าใจของชีอะฮฺมีการเพิ่มเติมคำเข้ามาซึ่งในส่วนที่ เพิ่มเข้ามานี้คือส่วนที่ชีอะฮฺเชื่อว่ามันได้ถูกตัดทอนลงไปจนเหลือเท่าขนาด ของปัจจุบันนี้นั่นเอง!!!

เราได้รับชมไปแล้วจากหลักฐานทั้งหมดที่ได้ นำเสนอไปถึงการเปิดเผยของอุลามาอ์ชีอะฮฺระดับบิ๊กเองว่าอัลกุรอานฉบับ ปัจจุบันไม่สมบูรณ์ ซึ่งเราก็หวังว่าพวกชีอะฮฺในบ้านเมืองเราก้ยังคงหัวรั้นต่อไปและแก้เกี้ยว ว่าไม่จริงๆๆๆๆ วะฮะบีย์ใส่ร้าย เราไม่เชื่อตามเจ้าของหนังสือนี้ ทั้งๆที่ก้รู้อยู่เต็มอก ว่าเชคอับบาสอัลกุมมี,เชคอัลมัจลิซีย์,เชคกุลัยนีและอะลี อิบรอฮีม อัลกุมมี คืออภิมหาอุลามาอ์รอฟิเฎาะฮฺเอง โดยเฉพาะตัวของกุลัยนีและอะลีอิบรอฮีมกุมมี ก็เป็นถึงตัวแทนพิเศษ (นาอิบุลคอส) ของท่านอิมามมะฮฺดีผู้มุดถำอยู่ในรู แล้วกระไรกันเล่าชีอะฮฺระดับบ้านๆเราที่ฟันไม่สิ้นกลิ่นนำนมจะมาอาจหาญ ปฏิเสธความเชื่อของเชคชีอะฮฺทั้ง 4 คนนี้ได้ หรือว่าระดับเชคสุไลมานและเชคญะวาดสว่างวรรณ มีระดับสูงกว่า เชคเหล่านี้หรือ?!!? และถ้าหากชาวรอฟิเฎาะฮฺสัตย์จริงอ้างว่าตนเองไม่ตามเชคทั้ง 4 คนนี้ในเรื่องอัลกุรอานข้าพเจ้าอยากถามว่า คนทั้ง 4 ที่เชื่อว่าอัลกุรอานไม่สมบูรณ์นี้จะเป็นกาเฟรไหม!!!?

แต่ก็อย่างว่า ล่ะ ชาวรอฟิเฎาะฮฺและองค์กรในไทยก็คงยังตะกียะฮฺปกปิดคำสอนต่อระดับล่างๆต่อไป เสมือนกับที่พวกเขาได้อุตริแปลหนังสือ มะฟาติฮุลญินาน ในเวอร์ชั่น มุนตะค็อบมะฟาติฮุลญินาน โดยการคัดเลือกเอาเฉพาะที่ "ปลอดภัย" และปอดแหกหวาดกลัวไม่ยอมแปล ตรงส่วนที่มีการบิดเบือนอายะฮฺกุรซีย์ตามที่เราได้นำเสนอไปนี้

1. คำถามสำหรับ อิมรอน (ปริญญา ฟินดี้) หรือ l-umar เวปมาสเตอร์คิวโฟซุนนีผู้ปอดแหกดีแต่ถามซุนนีอย่างเดียว
ทำไมเรื่องทั้งหมดจึงเป็นตามที่ได้เสนอไปนี้ กรุณาตอบมาด้วย??!!?


วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ความทรงจำสีขาวกับสงครามใบกระท่อม

ความทรงจำสีขาวกับสงครามใบกระท่อม


            ในวงเวียนชีวิตอันยาวนานของมนุษย์ทุกคนต่างล้วนพัดพาดผ่านตากับสิ่งที่ถูกขนานเรียกกันว่า “ความทรงจำ” มาแล้วทั้งสิ้น ตราบใดที่มนุษย์ยังคงมีกล่องบันทึกความจำไว้ในสมองตราบนั้นความทรงจำของมนุษย์ก็มักดำเนินอยู่ควบคู่เป็นนิจสิน สำหรับหลายต่อหลายคนแล้ว ความทรงจำคงมีแต่ความหอมหวานที่น่าขับขานและเบิกบาน แต่สำหรับอีกหลายร้อยคนในทางกลับกันบางครั้งความทรงจำเป็นเพียงแผลร้ายในชีวิตของเขา ที่ลืมเลือนยากซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าหากไม่ใช่เป็นเด็กไม่รู้เดียงสาแล้วคงไม่มีใครไม่เคยผ่านความทรงจำที่แสนร้ายเหล่านี้ได้ดอก
            ผู้เขียนเองมีความทรงจำที่เป็นลบมากมายหลายเรื่อง หนึ่งในความทรงจำอันเจ็บปวดเหล่านั้นก็คือ ความทรงจำสีขาวของผู้เขียนเอง สีขาวในที่นี้แน่นอนล่ะว่าคงไม่ใช่รหัสยะบ่งชี้ถึงด้านบวกดังที่อัตลักษณ์ของสีขาวควรจะเป็นไปตามแก่นแท้ของมันไม่ หากแต่สีขาวตรงนี้คือมฤตยูที่ฉุกกระชากคนรอบตัวหรือทำลายล้างชีวิตของหนุ่มสาวในยุคสมัยหนึ่งมาอย่างน่ากลัวประดุจโศกนาฏกรรมเงียบที่ฆ่าหมู่ผู้คนอย่างเยือกเย็นและไม่ทันไหวตัว ใช่แล้วผู้เขียนหมายถึงผงขาวหรือเฮโรอีนต่างหาก!
            ผู้เขียนเติบโตมาในหมู่บ้านชนบทเถื่อนๆแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา สมัยตอนที่ผู้เขียนยังแบเบาะ หนุ่มสาวในยุคสมัยนั้นหรือ “ยุคสมัยแห่งผงขาว” ต่างก็ตกเป็นทาสของมันกันอย่างโจ๋งครึ่มแทบยกหมู่บ้าน สิ่งที่มาควบคู่กันกับสหายสีขาวนี้ก็คือชีวิตที่มีแต่ความระเริง,ดนตรีร็อคและพฤติกรรมหยาบช้า คงมิต้องพูดถึงศาสนากันอีกเพราะแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กับคนเหล่านี้แล้ว หนุ่มสาวหลายคนที่เผลอเรอเข้าไปคบค้ากับสหายสีขาวนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นการโอเวอโดสต์ยาตายกันทั้งสิ้น พูดถึงตอนนี้ก็พลันนึกถึงนิยายไทยเรื่องหนึ่งของ สุวรรณี สุคนธา ที่ฉากสุดท้ายของนิยายนี้ก็จบลงด้วยการที่พระเอกอย่างน้ำพุต้องนอนเดี้ยงโอเวอโดสยาตายคาห้องอย่างน่าอนาถ ความทรงจำที่ผู้เขียนมีต่อลูกพี่ลูกน้องที่อายุมากกว่าคนหนึ่งก็คงไม่ผิดแผกไปจากนี้มากนัก(แต่ยุคนี้ก็มี เคิร์ท โคเบนเป็นสัญลักษณ์แห่งผงขาวและความบ้าคลั่งเกรี้ยวกราดของวัยรุ่น)


            เขาเป็นคนดี และอ่อนโยนมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่ด้วยการขาดทักษะการเลี้ยงลูกของคนในสังคมมุสลิมบ้านเราสมัยนั้นตลอดจนการรุกขยายของธุรกิจยาเสพย์ติดมันหนักหนาสาหัสเกินกว่าการดะอฺวะฮฺอิสลามด้วยคำพูดแต่เพียงอย่างเดียวจะต้านทานรับมือไหวได้อีกต่อไปแล้ว ซึ่งเป็นปกติวิสัยที่ระบอบของมนุษย์จะกระโจนเข้าสู่ญาฮีลียะฮฺเสมอตราบใดที่กฎหมายของอัลลอฮฺไม่ถูกดำเนินมาตรการใช้จากประชาคมมุสลิมเอง การหวังพึ่งพิงแค่เพียงการเทศนาแต่ปราศจากการดำเนินนโยบายเพื่อปราบปรามยาเสพย์ติดของเหล่าผู้รู้ย่อมไม่อาจรับมือได้ ท้ายที่สุดญาติของผู้เขียนก็เผลอเรอเข้าไปสู่วังวนของมฤตยูขาวจนกระทั่งติดมันงอมแงม ภาพความทรงจำของผู้เป็นบิดาผู้เขียนที่ลงมือซ้อมญาติผู้นี้ด้วยน้ำตาในฐานะตนเป็นอาเมื่อคราวที่รู้ว่าพี่คนนี้คบกับสหายสีขาวไปแล้วยังตราตรึงใจผู้เขียนอย่างไม่จางหาย แม้ว่าในภายหลังทางครอบครัวจะส่งเขาไปพำนักที่นครมักกะฮฺเพื่อบำบัดอาการติดยาจนเป็นผลสำเร็จติดผลร้ายของมฤตยูขาวนี้คือโรคเอดส์ที่ติดตามมาจากการใช้เข็มร่วมกัน จนท้ายที่สุดเขาก็ถึงแก่อะญั้ลเมื่อ 2 ปีก่อน
            ยอมรับตรงๆจากใจว่าผู้เขียนยังคงจดจำภาพแห่งความเจ็บปวดของอาการลงแดงและความปวดร้าวในครอบครัวของผู้ตายที่เกิดขึ้นมาตลอดช่วงชีวิตที่ถลำไปในวังวนของมฤตยูสีขาวนี้อย่างสนิทและหวังอยู่เสมอว่าความทรงจำสีขาวนี้คงจะจางลงพร้อมๆกับการเลิกเสพผงขาวของคนหนุ่มสาวในสมัยต่อมา
            อย่างไรก็ตามในยุคสมัยของเรานี้สิ่งที่พัฒนาการมากลับกลายเป็นความทรงจำสีเขียวไปแล้ว เป็นความทรงจำที่ปวดร้าวอีกครั้งคราจากภาวะใบกระท่อมระบาดเกลื่อนเมืองมุสลิม ณ วันนี้สิ่งที่เราได้รับมากลับกลายมาเป็นความทรงจำกับหนุ่มสาวมุสลิมใจแตกที่แดกใบกระท่อมแทนน้ำไปแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าในขณะที่การพัฒนาอิสลามและมุสลิมกำลังถูกขับเคลื่อนไปในสังคมของเราอย่างแข็งขันนั้น การฉุดลากเยาวชนส่วนมากของสังคมไปสู่ความทรงจำสีเขียวกระท่อมก็มีอัตตราสูงพอๆกันอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าลำพังแค่การมุ่งพัฒนาอิสลามทางด้านวัตถุ(ความเจริญต่างๆเช่น สถานศึกษา,ธุรกิจ)และการพัฒนาด้านต่างๆแก่สังคมมุสลลิมในเชิงสาธารณะที่มีลักษณะที่เป็นแบบบวกหรือสันตินั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว บางครั้งการพัฒนาอิสลามในเชิงรุนแรงบ้างก็มีความจำเป็น ผู้เขียนหมายความว่าองค์กรมุสลิมระดับใหญ่โตที่มีเงินทุนเป็นหลักล้านควรจะเจียดเงินส่วนหนึ่งใช้เพื่อประกาศสงครามกับพวกใบกระท่อมนิยมเหล่านี้เสีย เพราะในขณะที่การสร้างโรงเรียน,โรงพยาบาล ฯลฯ ขององค์กรเอกชนมุสลิมถูกทำขึ้นใต้จิตสำนึกของการพัฒนาอุมมะฮฺอิสลามและลูกหลานมุสลิม การประกาศสงครามต่อใบกระท่อมก็เป็นการปกป้องอุมมะฮฺอิสลามที่สำคัญยิ่งยวดไม่แพ้กันเพราะทาสใบกระท่อมก็คือลูกหลานมุสลิมพอๆกันกับที่ลูกหลานมุสลิมอีกพวกหนึ่งในสังคมได้รับการพัฒนาจากฟากฝั่งแรก หนทางในการประกาศสงครามกับใบกระท่อมไม่ใช่เป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ หากเราพิจารณาว่าธุรกิจใบกระท่อมและยาเสพย์ติดอื่นๆอยู่ได้เพราะจ่ายส่วยแก่คนมีสี ทว่าข้าพเจ้าค่อนข้างมั่นใจว่าองค์กรมุสลิมที่รับเงินจากโลกอาหรับนั้นมีเงินมากโขกว่าพวกนี้ตั้งหลายร้อยเท่า หากแม้นองค์กรมุสลิมยอมสนับสนุนเงินแก่คนมีสีให้มากกว่าพวกใบกระท่อมนิยมโดยคิดว่าเป็นแรงจูงใจในการทำงานแก่คนมีสีและปกป้องลูกหลานมุสลิมกระไรกันเล่าที่เขาจะทำให้เราไม่ได้ แน่นอนว่าคนมีสีในสังคมกำลังเป็นใบ้กับธุรกิจใบกระท่อมก็เพราะเขามีส่วนร่วมแบ่งในธุรกิจนี้ แต่ถ้าองค์กรนายทุนมุสลิมลองปันส่วนแบ่งที่จุกตัวอยู่ในพวกตนไปให้คนมีสีมากกว่าอัตราที่พวกกระท่อมนิยมให้ไว้ แน่นอนการปราบปรามก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เพราะคงไม่มีคนมีสีคนใดจะโง่งมยึดอุดมการณ์ว่าอั๊วจะตายไปกับใบกระท่อมเป็นแน่แท้ตลอดไปดอก! หากคิดจะเห็นสังคมกลับไปสู่อิสลาม ก็ต้องรู้จักกล้าที่จะทำลายศัตรูของอัลลอฮฺบ้าง ต้องหาญกล้าที่จะทำลายศัตรูก่อนบ้างมิใช่คิดจะแก้ปัญหาก็ตือเมื่อลูกในบ้านไปติดกระท่อมกันกระจองอแง แบบนั้นเขาเรียกวัวหายล้อมคอก! การพัฒนาอิสลามมิอาจเกิดขึ้นได้บนซากเดนของการติดกระท่อมงอมแงมของประชาชนซึ่งสุมกองอยู่ใต้เท้าของเราที่พัฒนาขึ้นมาอย่างสวยหรู การสร้างสังคมอิสลามไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงๆ ตราบใดที่เยาวชนเอาศาสนาแค่ 20 คน แต่อีก 80 คนยังติดใบกระท่อมอัตตราการรุกรานของลัทธิกระท่อมนิยมต่อเยาวชนของเราจึงมีสัดส่วนที่ไม่อาจประเมินได้ ข้าพเจ้าจึงเขียนขึ้นมาหวังเพื่อขอการพิจารณาจากผู้ใหญ่มุสลิมและนายทุนมุสลิมที่รักในศาสนาทั้งหลายว่า แหล่งเงินทุนมุสลิมที่มีในองค์กรต่างๆนับหลายล้านหากเจียดจ่ายแก่โรงพักจังหวัดหนึ่งจังหวัดใดแค่ล้านบาทเพื่อสนับสนุนเขาในการทลายใบกระท่อมก็คงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแต่ประการใด หากเราคิดว่าธุรกิจกระท่อมอยู่ได้เพราะจ่ายกะตางค์แก่คนมีสีแค่หลักหมื่นหรือแสนเท่านั้น! ยุทธศาสตร์ส่วนนี้มิใช่เป็นสงครามแย่งมวลชนระหว่างมุสลิมกับพวกกระท่อมนิยม หากแต่เป็นส่งครามแย่งชิงการเลือกข้างของหน่วยราชการความมั่นคงประดุจหนึ่งการเล่นชักเย้อ นอกจากนี้มองในแง่ดีแล้วทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พยายามอย่างเต็มที่ในการทลายใบกระท่อมแต่ยังขาดแรงอยู่บ้าง หากเราเจียดเงินให้เขาเพื่อสนับสนุนในการทำลายทุกอย่างก็คงราบรื่นขึ้นเพื่อผลประโยชน์สูงสุดในการปกป้องลูกหลานของเราเอง
            ท่านรอซูล ศ็อลฯ กล่าวว่า
            عن أبي سعيد الخدري
قَالَ : سَمِعت رَسُول الله 
يقول : مَنْ رَأى مِنْكُمْ مُنْكَراً فَلْيُغَيِّرْهُ بِيَدِهِ ، فَإنْ لَمْ يَسْتَطِعْ فَبِلِسَانِهِ ، فَإنْ لَمْ يَسْتَطِعْ فَبِقَلْبِهِ ، وَذَلِكَ أضْعَفُالإيمَانِ
رواه مسلم


รายงานจาก อะบีสะอีด อัลคุดรีย์  กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านรอซูล  กล่าวว่า : ผู้ใดทราบว่าคนหนึ่งคนใดจากพวกท่านทำชั่ว ก็จงเปลี่ยนแปลง (ยับยั้ง) ด้วยมือของเขา ถ้าหากไม่สามารถ ก็จงเปลี่ยนแปลงด้วยลิ้นของเขา ถ้าหากไม่สามารถ ก็จงเปลี่ยนแปลงด้วยหัวใจของเขา การเช่นนั้น (คือการเอาใจออกห่าง) นับเป็นการศรัทธาที่อ่อนแอที่สุด (หมายถึงไม่ค่อยได้ผล)
บันทึกโดยมุสลิม
            หะดีษข้างต้นได้จัดวางลำดับขั้นของการปราบปรามความอธรรมในสังคมที่เกิดขึ้น โดยพิจารณาว่ามิติของการใช้กำลัง(มือ)เข้าปราบปรามอย่างถูกต้องนั้นถือว่าเป็นวิธีที่ได้ผลและผูกโยงกับศรัทธาที่ล้ำเลิศที่สุดของมวลมุสลิม นี่คือวิถีคิดแบบอิสลามที่มีลักษณะแบบสัจจะนิยมอันหมายถึงพิจารณาโลกจากความจริงมิใช่จากอุดมคติเลื่อนลอย กล่าวคืออิสลามพิจารณาว่าความชั่วจะถูกหักห้ามด้วยการใช้กำลังของความดีเข้าปราบปราม การสักแต่พูดหรือพร่ำสอนเพื่อให้คนเลิกความชั่วด้วยแง่คิดแบบปฏิเสธความรุนแรง(กำลังอำนาจของมือ) ทั้งที่ตัวเองมีความสามารถโดยสิ้นเชิงจึงมิใช่กรอบคิดแบบอิสลามแต่อย่างใดนอกจากกรอบคิดที่เห่อไปตามกระแสสันติวิธีเสียมากกว่า
            แน่นอนลัทธิกระท่อมนิยมคือหนึ่งในกิ่งก้านความชั่วของสังคมที่ควรจะถูก “มือ” แห่งศรัทธาเข้าหักห้ามเสียบ้าง แต่อาจมิใช่มือของมุสลิมโดยตรงแต่เป็นมือของกลไกอำนาจรัฐและความมั่นคงเข้าปราบปราม มุสลิมเป็นเพียงหนึ่งมือที่มองไม่เห็นซึ่งคอยสนับสนุนค้ำจุนมือของรัฐเพื่อเด็ดหัวและตัดมือของเจ้ากระท่อมที่กำลังจะสร้างความทรงจำสีเขียวแก่ผู้อื่นขึ้นอีกไม่รู้จบ!