วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อายะฮฺกุรซีย์เวอชั่นลัทธิชีอะฮฺีรอฟิเฎาะฮฺ

อายะฮฺกุรซีย์เวอชั่นลัทธิชีอะฮฺีรอฟิเฎาะฮฺ
 
 
     เมื่อราวๆอาทิตย์ก่อน (ขณะที่เขียนอยู่นี้ตรงกับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553) ผู้เขียนได้มีโอกาศพบปะกับมิตรสหายผู้ร่วมอุดมการณ์ท่านหนึ่งจากเมือง นราธิวาส ผู้เขียนเองพึ่งจะมีโอกาศพูดคุยกับมิตรสหายผู้นี้ครั้งแรกแต่เราต่างก็มีการ สนทนากันอย่างปิยมิตรและถูกคอกันพอสมควร เราได้สนทนากันไปพักใหญ่เขาจึงได้วกพูดถึงเรื่องของตำรับตำราต่างๆของฝ่ายรอ ฟิเฎาะฮฺที่ได้มีการแปลไทยขายกันอย่างมากมาย ณ เวลานี้ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ถามเขาไปว่าซื้อตำราของฝ่ายองค์กรรอฟิเฎาะฮฺเก็บบ้างแล้ว รึยัง เขาก็ตอบมาว่าซื้อเก็บไปพอสมควร เช่น หนังสือ ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้รับทางนำ,ขออยู่กับผู้สัตย์จริง,ชีอะฮฺคือซุนนะฮฺที่ แท้จริง ซึ่งทั้งหมดเป็นงานเขียนของ ดร.ติญานี นอกจากนี้ยังรวมถึง หนังสือ "ชำระประวัติศาสตร์อิสลาม" ของ ซัยยิดอัสฆ็อร ริสวี และสุดท้ายเขาก็โพล่งหนังสือเล่มหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียน "ตกใจ" ขึ้นมาทันที ก็คือ หนังสือ ดุอาร์(ตามแบบวิถีการอิบาดัตของชาวรอฟิเฎาะฮฺ) เล่มหนึ่งชื่อ "มะฟาติฮุลญินาน" เขียนโดย เชคอับบาส อัลกุมมี!!!!

ที่บอกว่าผู้เขียน "ตกใจ" นั้นเชื่อเหลือเกินว่าพี่น้องหลายๆท่านอาจจะงงว่าทำไมจะต้อง "ตกใจ" กับหนังสือรวบรวมบทดุอาอ์ธรรมดาๆด้วย ซึ่งผู้อ่านจะได้รับทราบคำตอบจากการอ่านบทความชิ้นนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ผมจึงถามเขากลับไปว่า "ผมไม่ยักกะรู้แฮะว่าเดี๋ยวนี้ฝ่ายชีอะฮฺแปลหนังสือเล่มนี้แล้ว ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายจริงๆ!!" เพื่อนของผมจึงได้ถามกลับว่า "ทำไมจึงเป็นเรื่องท้าทายได้ละหนังสือเล่มนี้มีอะไรผิดปกติหรือ? " ผมจึงถามเขากลับไปว่า กรุณาช่วยทบทวนชื่อหนังสือใหม่หน่อยได้ไหมเพื่อความมั่นใจก่อนเฉลย เขาจึงอ่านชื่อหนังสือใหม่ว่า "มุนตะค็อบ มะฟาติฮุลญินาน" ผู้เขียนจึงถึงบางอ้อ นั่นเอง

ในความเป็นจริงแล้ว ที่ผู้เขียนได้กล่าวไปว่ามันคือการท้าทายนั้น ก็เพราะมิใช่ด้วยเหตุผลใดหรอก แต่เป็นเพราะว่าผู้เขียนเคยได้อ่าน หนังสือเล่มดังกล่าวจากฉบับสมบูรณ์ของภาษาอาหรับมาแล้ว และปรากฎพบว่าในต้นฉบับสมบูรณ์ของภาษาอาหรับนั้นตัวผู้ประพันธ์หนังสือเล่ม นี้ซึ่งมีนามว่า เชคอับบาสกุมมีนั้นได้เขียนยืนยันไว้แล้วว่า อัลกุรอานฉบับปัจจุบันที่พี่น้องซุนนีถือใช้กันอยู่นี้ไม่ใช่ฉบับสมบูรณ์แต่ เป็นฉบับที่ถูกตะฮฺรีฟหรือบิดเบือนตัดทอนเพิ่มเติมไปแล้วต่างหาก!!!!!! และนี่แหละคือเหตุผลที่ว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงมองว่าการแปลหนังสือเล่มนี้วาง ขายในฉบับภาษาไทยขององค์กรรอฟิเฎาะฮฺในไทยจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายมากนั่นเอง เพราะโดยปกติแล้วคนชีอะฮฺในบ้านในเมืองเราเกือบ 100 % ที่ไม่ได้อยู่ในระดับผู้รู้นั้นจะเป็นจำพวกที่หลงเข้ารีตเป็นชีอะฮฺเพราะจาก ความสับสนในเรื่องของประวัติศาสตร์,อะฮฺลุลเบต,ฆอดีรคุม,ปัญหาคอลีฟะฮฺ และปัญหาเรื่องซอฮาบะฮฺเสียมากกว่า หาใช่เข้ารีตเป้นชีอะฮฺเพราะการเชื่อมั่นในหลักอากีดะฮฺ "ขนานแท้" ของชีอะฮฺไม่ ดังนั้นโดยปกติชีอะฮฺประเภทนี้(เช่นพวกที่ป่วนอยู่ในเว็บบอร์ดมุสลิมไทย)จึง ไม่ค่อยใคร่จะได้รู้จักกับหลักความเชื่อ ฃอัน "โสโครก" ขนานแท้จากตำราของฝ่ายชีอะฮฺเสียเท่าไหร่ เพราะชีอะฮฺประเภทนี้จะเป็นลักษณะชีอะฮฺที่แค่อ่านๆตำราภาษาไทยที่ถูกองค์กร รอฟิเฎาะฮฺคัดกรองแปลมาเอาเฉพาะเนื้อหาที่ไม่เสี่ยงต่อการถูก "โจมตี" อันจะทำให้ชีอะฮฺ "ขายหน้า" ไปเท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้การปกปิดคำสอนที่แท้จริงเพื่อมิให้ระดับล่างๆของชาวชีอะฮฺ "รู้ความจริง" จากคำสอนอันสุดอนาถจึงยังคงดำเนินการอำพรางพวกกันเองต่อไป และนี่คือคำตอบที่ว่าทำไมจนป่านนี้เข้าแล้ว พวกองค์กรรอฟิเฎาะฮฺในไทยจึงไม่กล้าดำเนินการจัดแปลหนังสือหะดีษ "อัลกาฟีย์" มาเป้นภาษาไทย ทั้งๆที่ก็รู้อยู่เต็มออกคดอยู่ในงอว่าหนังสือเล่มนี้คือตำราซอเฮี๊ยฮฺไร้ ข้อผิดพลาดและยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วในโลกอิสลามตามการยืนยันของอุลามาอ์รอฟิ เฎาะฮฺมากมายเอง เพราะขืนองค์กรรอฟิเฎาะฮฺเล่นแปลหนังสือหะดีษเล่มนี้เป็นภาษาไทยและพวกรอฟิ เฎาะฮฺระดับชาวบ้านๆได้มีโอกาศสัมผัสหะดีษอันยิ่งใหญ่ที่ปรากฎในหนังสือเล่ม นี้เช่น อิมามขี้หอมยิ่งกว่าชมดเชียง ก็คงเป็นอันทำให้ชาวชีอะฮฺอดีตซุนนีต้องหันหน้ากลับมาสู่อิสลามและละทิ้งชี อะฮฺกันครั้งใหญ่แน่นอน ดังนั้นการปกปิดหลักคำสอนเช่นนี้นี่เองที่ทำให้ทุกครั้งเมื่อมีการเปิดโปง จากฝ่ายซุนนะฮฺ พกวชีอะฮฺระดับรากหญ้าที่ถูกล้างหัวมาจนมืดบอดแล้วจะแก้เกี้ยวได้ชนิดเดียว คือ วะฮาบีย์ใส่ร้ายชีอะฮฺ ซึ่งถือเป็นการแก้เกี้ยวของบุคคลที่โฉดเขลาและตลอดชีวิตไม่เคยได้มีโอกา ศสัมผัสกับตำราของชีอะฮฺจริงๆเลยสักครั้ง นอกจากตำราที่แปลเป็นภาษาไทยและผ่านการ "คัดกรอง" ข้อมูลมาแล้วเท่านั้น

อีกประเภทหนึ่งของชีอะฮฺก็ คือ พวกผู้รู้สาระบั่นหนาเตอะวางตัวดูน่าภูมิฐานในไทย ที่อดีตเคยเป็นซุนนีและหลงเข้ารีตเป็นชีอะฮฺสมัยการปฏิวัติอิหร่านยังเฟื่อง ฟู กลุ่มผู้รู้ประเภทนี้เป็นประเภทที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าในตำราของชีอะฮฺ "สอนอะไร" ไว้บ้างเพราะแน่นอนพวกผู้รู้เหล่านี้ต่างก็จบมาจากต่างประเทศทั้งสิ้น จึงย่อมต้องมีโอกาศได้สัมผัสงานเขียนจากตำราของชีอะฮฺที่สั่งสอนเรื่อง "พิศดารๆ" ไว้อย่างแน่นอน แต่มักเลือกที่จะ "ไม่สนใจ" หรือ "ปฏิเสธอย่างไร้เหตุผล" ต่อคำสอนในตำราเหล่านั้นโดยยืนกรานเป็นกำปั้นทุบดินว่า "ก็กูจะเชื่อแบบนี้ใครจะทำไม!!" ลักษณะผู้รู้เช่นนี้หาดูได้จากการ เสวนาระหว่างคณาจารฝ่ายซุนนะฮฺกับซัยยิดสุไลมาน เมื่อราวๆ 10 กว่าปีก่อน ซึ่งเราจะพบว่าเมื่อตอนที่ฝ่ายซุนนะฮฺยกหลักฐานจากตำราชีอะฮฺที่เป็น "ภาษาอาหรับและเปอร์เซีย" มาแสดงให้ดูถึงคำสอนที่ระบุว่าอัลกุรอานไม่สมบูรณ์มากมาย สิ่งที่คนอย่างซัยยิดสุไลมานจะทำได้ก็เข้าสูตรเดิมๆว่า ชีอะฮฺคือกลุ่มคนที่เชื่อว่าอัลกุรอานสมบูรณ์และตัวเขาก็เชื่อว่าอัลกุรอาน สมบูรณ์ อันเป็นการตอบคำถามผิดประเด็นเพราะฝ่ายซุนนะฮฺต้องการคำตอบว่าเหตุใดอุลา มาอ์ชีอะฮฺเหล่านี้จึงสอนและเขียนหนังสือเพื่อยืนยันว่าอัลกุรอานไม่ครบ มิใช่เป้นการถามเพื่อขอคำตอบที่เป้น "ความเชื่อส่วนบุคคล" ของนายสุไลมานแต่อย่างใดเลย และสุดท้ายการเสวนาในประเด็นอัลกุรอานก็จบลงด้วยการตอบที่ไม่ตรงประเด็นของ นายสุไลมาน ไปนั่นเองโดยการแก้ตัวนำขุ่นๆว่า ผมตอบเคลียร์แล้ว อยู่ที่พี่น้องจะเข้าใจหรือไม่เท่านั้นเอง!!!


วกกลับมาที่เรื่อง หนังสือ "มะฟาติฮุลญินาน" ที่ผมได้กล่าวไปในตอนต้น เมื่อเพื่อนของผมได้บอกผมว่าหนังสือเล่มนี้แปลไทยมาในชื่อว่า "มุนตะค็อบมะฟาติฮุลญินาน" ผมก็เข้าใจและถึงบางอ้อเลยว่า กระบวนการอำพรางคำสอนอันทุเรศของฝ่ายชีอะฮฺเพื่อป้องกันชีอะฮฺชาวบ้านๆ เปลี่ยนกลับมาเป็นซุนนีก็คงยังดำเนินต่อไป จากตัวอย่างหฟนังสือเล่มนี่นั่นเอง นั่นก็เพราะว่า ต้นฉบับเดิมในภาษาอาหรับของหนังสือเล่มนี้มีชื่อสั้นแค่ว่า "มะฟาติฮุลญินาน" แต่กลับถูกแปลเป็นไทยว่า "มุนตะค็อบมะฟาติฮุลญินาน" ซึ่งเราจะพบได้ว่ามีการเพิ่มคำว่า "มุนตะค็อบ" เข้ามาซึ่งแปลว่า "เลือกสรร" หรือ "คัดเลือก" อันเป็นข้อบ่งชี้ว่า ฉบับแปลไทยของหนังสือเล่มนี้จึงเป็นเพียงการ "คัดเลือก" บางส่วนของหนังสือเล่มนี้จากต้นฉบับเดิมในภาษาเปอร์เซียและอาหรับ และการคัดเลือกบางส่วนมาแปลขายกันนั้นก็คงเป็นการคัดเลือกเอาเฉพาะเนื้อหา ที่ตนเห็นว่า "ไม่อันตราย" ต่อการถูกฝ่ายซุนนะฮฺหยิบมาโจมตีอย่างแน่นอน ดังที่จะได้พิสูจน์ให้ดูกันดังนี้

ในหนังสือ "มะฟาติฮุลญินาน" ฉบับเดิมเป็นภาษาเปอร์เซียและถูกแปลเป็นภาษาอาหรับ อีกที เขียนโดน เชคอับบาส อัลกุมมี ในหนังสือเล่มนี้ปรากฎเนื้อหาที่ส่อให้เห็นว่า "ชีอะฮฺเชื่อว่าอัลกุรอานไม่ครบ" จากการยืนยันของผู้ประพันธ์เองดังนี้


1. หนังสือ "มะฟาติลฮุลญินาน" ฉบับภาษาเปอร์เซีย

ภาพที่ท่านกำลังเห็นอยู่ต่อ ไปนี้ คือภาพถ่ายแสกนจากหนังสือเล่มดังกล่าวนี้ กรุณาโปรดสังเกตุตรงที่แต้ม สีเหลืองไว้ เชคอับบาสอัลกุมมีผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้กล่าว กล่าวว่า อายะฮฺกุรซี ที่พระองค์อัลลอฮฺทรงประทานลงมาแก่ท่านนบีมุฮัมมัดตากการยืนยันของเชคอัล มัจลิซีย์จากรายงานของท่านกุลัยนีและอิบรอฮีมอัลกุมมีนั้น ต้องอ่านแบบนี้
 
"อัลลอฮุลาอิลาฮะอิลลาฮุ วัลฮัยยุลก็อยยูม ลาตะอฺคุสุฮุซินาตุวฺวะลาเนามฺ ละฮูมาฟิซซะมาวาติวะมาฟิลอัรฎฺ วะาบัยนะฮูมาตะฮฺตะรออาลิมุลฆ็อยบิ วัชชะฮาดะฮฺ ฮุวัรเราะฮฺมานนืรรอฮีม มันสัลละสีย์ยัชฟะอุอิน ดะฮุ และต่อไปจนจบตามปกติ"

เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อายะฮฺอัลกุรซีย์ ตามการยืนยันของเชครอฟิเฎาะฮฺผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่คนนี้ มีการเพิ่มเติมคำเข้ามาอย่างน่าใจหายเพราะในความเป็นจริงแล้วอายะฮฺกุรซีย์ ในอัลกุรอานฉบับปัจจุบันต้องเป็นแบบนี้

 
อัลลอฮ์นั้น คือ ไม่มีผู้ที่เป็นที่เคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงมีชีวิต ผุ้ทรงบริหารกิจการทั้งหลาย โดยที่การง่วงนอน และการนอนหลับใด ๆ จะไม่เอาพระองค์ สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นของพระองค์ ใครเล่าคือผู้ที่จะขอความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่น ณ ที่พระองค์ได้ นอกจากด้วยอนุมัติของพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขา และพวกเขาจะไม่ล้อมสิ่งใด จากความรู้ของพระองค์ไว้ได้ นอกจากสิ่งที่พระองค์ประสงค์เท่านั้น เก้าอี้พระองค์นั้นกว้างขวางทั่วชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และการรักษามันทั้งสองก็ไม่เป็นภาระหนักแก่พระองค์ และพระองค์นั้นคือผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิงใหญ่
(ซูเราะฮฺอัลบากอเราะ ฮฺ:255)
 
2. หนังสือ "มะฟาติฮุลญินาน" ฉบับแปลภาษาอาหรับ
ในฉบับภาษาอาหรับ เราจะพบว่าชาวรอฟิเฎาะฮฺที่ทำการแปลมาจากต้นฉบับเดิมในภาษาเปอร์เซียอีกที ก็หาได้ตะกียะฮฺเช่นเดียวกับชาวรอฟิเฎาะฮฺในไทยไม่ เพราะตามฉบับภาษาอาหรับก็แทบไม่มีการผิดเพี้ยนจากต้นฉบับภาษาเปอร์เซียเลย เพราะมีการ "เปิดเผย" อากีดะฮฺความไม่สมบูรณ์ของอัลกุรอานอายะฮฺกุรซีย์ดังนี้
 
 
 
ท่านเชคอัลมัจิลิซีย์(นักหะดีษของชีอะฮฺ)กล่าว ว่า : อายะฮฺกุรซีที่ได้ถูกประทานลงมาตามที่มีระบุอยู่ในริวายัตของท่านกุลัยนีและ เชคอะลีอิบรอฮีมอัลกุมมี นั้นมีข้อความแบบนี้

"อัลลอฮุลาอิลาฮะอิลลาฮุวัล ฮัยยุลก็อยยูม ลาตะอฺคุสุฮุซินาตุวฺวะลาเนามฺ ละฮูมาฟิซซะมาวาติวะมาฟิลอัรฎฺ วะมาบัย นะฮูมาตะฮฺตะรออาลิมุลฆ็อยบิวัชชะฮาดะฮฺ ฮุวัรเราะฮฺมานนืรรอฮีม มันสัลละสีย์ยัชฟะอุอินดะฮุ และต่อไปจนจบตามปกติ"

เราจะพบว่า ไม่ว่าจะฉบับไหนๆก็ตาม อายะฮฺอัลกุรซีตามความเข้าใจของชีอะฮฺมีการเพิ่มเติมคำเข้ามาซึ่งในส่วนที่ เพิ่มเข้ามานี้คือส่วนที่ชีอะฮฺเชื่อว่ามันได้ถูกตัดทอนลงไปจนเหลือเท่าขนาด ของปัจจุบันนี้นั่นเอง!!!

เราได้รับชมไปแล้วจากหลักฐานทั้งหมดที่ได้ นำเสนอไปถึงการเปิดเผยของอุลามาอ์ชีอะฮฺระดับบิ๊กเองว่าอัลกุรอานฉบับ ปัจจุบันไม่สมบูรณ์ ซึ่งเราก็หวังว่าพวกชีอะฮฺในบ้านเมืองเราก้ยังคงหัวรั้นต่อไปและแก้เกี้ยว ว่าไม่จริงๆๆๆๆ วะฮะบีย์ใส่ร้าย เราไม่เชื่อตามเจ้าของหนังสือนี้ ทั้งๆที่ก้รู้อยู่เต็มอก ว่าเชคอับบาสอัลกุมมี,เชคอัลมัจลิซีย์,เชคกุลัยนีและอะลี อิบรอฮีม อัลกุมมี คืออภิมหาอุลามาอ์รอฟิเฎาะฮฺเอง โดยเฉพาะตัวของกุลัยนีและอะลีอิบรอฮีมกุมมี ก็เป็นถึงตัวแทนพิเศษ (นาอิบุลคอส) ของท่านอิมามมะฮฺดีผู้มุดถำอยู่ในรู แล้วกระไรกันเล่าชีอะฮฺระดับบ้านๆเราที่ฟันไม่สิ้นกลิ่นนำนมจะมาอาจหาญ ปฏิเสธความเชื่อของเชคชีอะฮฺทั้ง 4 คนนี้ได้ หรือว่าระดับเชคสุไลมานและเชคญะวาดสว่างวรรณ มีระดับสูงกว่า เชคเหล่านี้หรือ?!!? และถ้าหากชาวรอฟิเฎาะฮฺสัตย์จริงอ้างว่าตนเองไม่ตามเชคทั้ง 4 คนนี้ในเรื่องอัลกุรอานข้าพเจ้าอยากถามว่า คนทั้ง 4 ที่เชื่อว่าอัลกุรอานไม่สมบูรณ์นี้จะเป็นกาเฟรไหม!!!?

แต่ก็อย่างว่า ล่ะ ชาวรอฟิเฎาะฮฺและองค์กรในไทยก็คงยังตะกียะฮฺปกปิดคำสอนต่อระดับล่างๆต่อไป เสมือนกับที่พวกเขาได้อุตริแปลหนังสือ มะฟาติฮุลญินาน ในเวอร์ชั่น มุนตะค็อบมะฟาติฮุลญินาน โดยการคัดเลือกเอาเฉพาะที่ "ปลอดภัย" และปอดแหกหวาดกลัวไม่ยอมแปล ตรงส่วนที่มีการบิดเบือนอายะฮฺกุรซีย์ตามที่เราได้นำเสนอไปนี้

1. คำถามสำหรับ อิมรอน (ปริญญา ฟินดี้) หรือ l-umar เวปมาสเตอร์คิวโฟซุนนีผู้ปอดแหกดีแต่ถามซุนนีอย่างเดียว
ทำไมเรื่องทั้งหมดจึงเป็นตามที่ได้เสนอไปนี้ กรุณาตอบมาด้วย??!!?


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น