วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554

วะฮะบีย์ศึกษา (ฉบับไม่งี่เง่า!) : การก่อตัวของขบวนการชัยคฺอับดุลวะฮาบ (1)





ปลายศตวรรษที่ 18 หรือฮิจเราะฮฺศักราชที่ 12 ของอิสลาม ณ แผ่นดินอารเบียหรือฮิญาซ บ้านเกิดเมืองนอนของศาสนาอิสลาม ความโสมมจากหลักศรัทธาอันผิดเพี้ยนและการปฏิบัติกิจศาสนาตามระบอบอุติกรรมนิยมได้ครอบคลุมไปทั่วทุกอณูส่วนของกิจกรรมทางศาสนาของผู้คนแถบนี้จนแทบจะแสวงหาความบริสุทธิ์จากแบบฉบับแห่งศาสนทูต ศ็อลฯ แทบไม่เจอ ในอีกด้านหนึ่งฟากทิศตะวันตกจักรวรรดิออตโตมันเองก็ดำรงสถานะอยู่บนความเสื่อมโทรมของผู้ปกครองทั้งยังเป็นเป้านิ่งของจักรวรรดินิยมตะวันตกอย่างอังกฤษที่เข้าคุกครามแผ่นดินมุสลิมในแถบจันทร์เสี้ยวอันไพบูลย์อยู่ในขณะนั้น
            จากช่วงเวลาแห่งวิกฤติศรัทธานี้การก่อตัวที่เรียกว่า “กลุ่มชนทางประวัติศาสตร์” (Historical Bloc) หรือการรวมตัวของพันธมิตรต่างชั้นชนจากหน่วยต่างๆภายใต้อัตลักษณ์ร่วมทางการเมืองและศาสนาเดียวกันได้เกิดขึ้น ณ แผ่นดินนี้ จากจุดเริ่มต้นนี้เองที่นักปราชญ์ทางศาสนาจากสำนักนิติศาสตร์สายฮันบะลีย์ นามอุโฆษอย่างชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ ได้ทำการมอบสัตยาแก่จ้าวผู้ปกครองผู้ยึดมั่นทางศาสนาผู้หนึ่งนามว่า อิมามมุฮัมมัดอิบนุสะอู๊ด บรรพบุรุษคนสำคัญของวงศ์วานสะอู๊ดที่จะขึ้นมาปกครองรัฐซาอุดิอารเบียสมัยใหม่อีกกว่าศตวรรษต่อมา การมอบสัตยาบันครั้งนี้ถูกพิจารณาอย่างสำคัญจากเหล่านักวิชาการทั้งหลายว่าเป็นการสอดประสานอย่างแนบแน่นระหว่างกลไกทางการเมืองและกลไกทางศาสนาสะท้อนภาพของการเป็นเนื้อเดียวกันระหว่างอิสลามกับการเมืองได้อย่างดี และในอีกทางหนึ่งเช่นกันที่บทเรียนจากขบวนการวะฮะบีย์เหล่านี้ได้สอนแก่เราว่าการฟื้นฟูอิสลามย่อมนำพามาซึ่งการท้าทายต่อผู้ปกครองทรราชทั้งปวง การมุ่งฟื้นฟูอิสลามที่ปราศจากการแสวงหาพันธมิตรร่วมทางการเมืองย่อมไม่อาจดำรงสภาพของการเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพได้ การมอบสัตยาบันของชัยคฺอับดุลวะฮาบในฐานะตัวแทนของกลุ่มชนทางศาสนาแก่จ้าวผู้ปกครองนครดิรอียะฮฺอย่างอิมามอิบนุสะอู๊ดทำให้เกาะปราการปกป้องขบวนการทางศาสนาของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบก่อตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจนสามารถท้าทายศัตรูรอบนอกของพวกเขาได้
            ในหมู่ผู้สนับสนุนขบวนการของท่านแล้ว พวกเขาพิจารณาว่าการก่อตัวขึ้นของขบวนการวะฮะบีย์นั้นมิใช่เป็นการปฏิวัติทางศาสนาด้วยการเปลี่ยนหลักการอิสลามจากขั้นตอนหนึ่งไปสู่ขั้นตอนใหม่ที่ไม่เคยมีรากเหง้าในอิสลามอยู่ก่อนแต่อย่างใด กลับกันข้อครหาที่ว่าขบวนการวะฮะบีย์ได้สร้างอิสลาม “แบบใหม่” หรือ “สายใหม่” และ “โต่งตกขอบ” ขึ้นมานั้นดูคล้ายจะเป็นการใส่ไคล้ที่ไร้หลักฐานของกระบวนการพิจารณาขบวนการนี้อย่างเป็นธรรม เพราะในความเป็นจริงแล้ววิถีทางของการเรียกร้องศาสนาของขบวนการนี้เป็นเพียงการย้อนศรที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกของประวัติศาสตร์อิสลามซึ่งมุ่งหมายที่จะนำพาสังคมมุสลิมไปสู่รากเหง้าเดิมของศาสนาอิสลามในช่วงสามศตวรรษแรกแห่งศักราชอิสลามหรือที่เรียกกันว่า “แนวทางสะลัฟ” อันเป็นแนวทางที่มุสลิมส่วนใหญ่พิจารณาว่าเป็นระบอบสังคมอุดมคติที่เป็นต้นแบบของการพัฒนาของประชาคมมุสลิม ภารกิจของชัยค์มุฮัมมัด อิบนุอับดุลวะฮาบจึงมักถูกตอกย้ำเพื่อสะท้อนความสำคัญในภารกิจของท่านด้วยการเน้นย้ำว่าเป็นภารกิจแห่งการ “ดะอ์วะฮฺ” หรือเรียกร้องประชาคมมุสลิมไปสู่ความบริสุทธิ์ของอิสลามในช่วงสามศตวรรษแรก[1]

วาทกรรม “วะฮะบีย์” กับเป้าหมายหนึ่งเดียวตลอดกาล!
            คำว่า “วะฮะบีย์” นั้นในทางปฏิบัติแล้ว ไม่เคยถูกใช้แทนกลุ่มก้อนของตนเองโดยเหล่าสานุศิษย์และตัวของชัยคฺมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบเลย แหล่งที่มาของคำนี้มาจากความพยายามที่จะครอบครองความเป็นเจ้าทางอุดมการณ์ของกลุ่มมุสลิมที่เป็นปฏิปักษ์ขั้วตรงข้ามกับขบวนการดะอ์วะฮฺของชัยคฺอับ     ดุลวะฮาบ ความมุ่งหมายของการผลิตคำนี้ขึ้นมาก็เพื่อเบี่ยงเบนการตอบรับของมวลชนต่อการรื้อฟื้นอิสลามที่ขบวนการนี้ได้กระทำอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นฝ่ายผู้ต่อต้านการทำงานของท่านชัยคฺมุฮัมมัดบุตรอับดุลวะฮาบได้อาศัยความบ้าคลั่งที่มีอยู่ในขณะนั้นจากการยึดมั่นในสำนักกฎหมายทั้ง 4 ของมุสลิมด้วยการกุเท็จแก่ประชาชนตาดำๆว่าขบวนการฟื้นฟูอิสลามนี้มีเป้าประสงค์ที่จะรื้อถอนสำนักกฎหมายอิสลามทั้งสี่สำนักและสถาปนาสำนักกฎหมายอิสลามที่ห้าขึ้นมาแทน ผลจากกระบวนการสร้างวาทกรรมที่เป็นลบให้แก่กลุ่มของวะฮะบีย์นี้ได้ฝังเชื้อร้ายของความอคติและมืดบอดที่โลกแห่งวิชาการจากซีกตะวันออกและตะวันตกได้มอบไว้แก่ขบวนการวะฮะบีย์ผ่านงานเขียนและการอภิปรายทางวิชาการอยู่ในหลายประเทศ ตามทัศนะของด็อกเตอร์อับดุลลอฮฺ อัลอุษัยมีนแล้ว ความอาฆาตพยาบาทของกลุ่มผู้เป็นปรปักษ์กับขบวนการวะฮะบีย์นี้ได้ผลักดันให้พวกเขากุเท็จต่อคำสอนของขบวนการนี้ว่ามุ่งหมายจะสถาปนาศาสนาใหม่ขึ้นมาแทนที่ศาสนาอิสลามด้วยซ้ำ![2]
            ความเข้าใจที่ปฏิปักษ์ต่อท่านชัยคฺอันมีอยู่ในขณะนั้นมิใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะแม้กระทั่งทุกวันนี้อันเป็นยุคสมัยแห่งความเรืองรองทางปัญญาแล้วก็ตาม คำกล่าวที่ว่าขบวนการวะฮะบีย์คือกลุ่มนอกรีตที่นิยมในความรุนแรง,มีหลักศรัทธาในพระเจ้าที่ผิดเพี้ยนราวกับพระองค์เป็นองคาพยพเดียวกับมนุษย์.และนิยมในการตัดสินว่ากลุ่มอื่นมิใช่มุสลิมก็ยังคงเป็นคำกล่าวยอดนิยมติดปากอยู่เสมอ นักวิชาการฝรั่งบางรายเคยปล่อยไก่อย่างเลอะเลือนถึงขนาดที่ว่าขบวนการอัลกออิดะฮฺของชัยคฺอุษามะฮฺบินลาเด็นนั้นเป็นขบวนการที่รับทอดอุดมการณ์ของวะฮะบีย์ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ขบวนการนี้รับอิทธิพลมาอย่างเต็มที่จากซัยยิดกุฏฏุบซึ่งเป็นสมาชิกคนสำคัญของขบวนการภราดรภาพมุสลิมแห่งอียิปต์ด้วยซ้ำไป นักวิชาการฝรั่งมั่งค่าหลายท่านซึ่งได้รับการยอมรับในความเป็นปราชญ์ทางด้านวิชาการมักแสดงความเขลาต่อขบวนการวะฮะบีย์ออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ในจำนวนนี้มีศาสตราจารย์ Bergis ซึ่งเป็นคนแรกๆที่ริเริ่มสร้างความสับสนโดยเอาชื่อบิดาของท่านชัยคฺมาเป็นภาพตัวแทนของขบวนการดะอ์วะฮฺอิสลามของท่าน และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้คำว่า “วะฮะบีย์” ทั้งที่ชื่ออับดุลวะฮาบเป็นชื่อบิดาของท่าน! .ขณะที่นักวิชาการยุโรปบางคนที่ได้เขียนประวัติศาสตร์ของขบวนการวะฮะบีย์ก็มักคิดว่าท่านชัยคฺฮุซัยนฺนั้นเป็นหลานของท่านชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วท่านชัยคฺฮุซัยนฺคือบุตรชายของท่าน! ส่วน Bergardt ก็เคยเผยความเขลาออกมาโดยคิดว่ามุฮัมมัดนั้นคือบุตรชายของท่านชัยคฺทั้งที่มันเป็นชื่อของท่านชัยคฺ ขณะที่ Seedio นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสกลับลงคลองไปไกลถึงขนาดกล่าวว่าแกนนำคนสำคัญของขบวนการปฏิรูปทางศาสนาในครั้งนี้คือ อับดุลวะฮาบอัตตะมิมีย์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนี่คือชื่อของบิดาท่านและคำว่าอัตตะมิมีย์ก็เป็นเพียงชื่อเผ่าของท่านเท่านั้น[3]
            คำว่าวะฮะบีย์จึงเป็นเพียงวาทกรรมที่คนกลุ่มหนึ่งเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาเพียงเพื่อจะดับรัศมีแห่งการฟื้นฟูอิสลามในห้วงประวัติศาสตร์และยังเป็นคำที่ก่อให้เกิดความบิดเบี้ยวทางประวัติศาสตร์มากที่สุด ดังที่เราจะพบการเล่นตลกร้ายที่เกิดขึ้นจากความโง่เขลาหรือความสับสนในกรณีที่คนส่วนมากมักเข้าใจไปว่า อิมามมุฮัมมัดอิบนุสะอู๊ดกับกษัตริย์อับดุลอะซีส อิบนุสะอู๊ดผู้สถาปนารัฐซาอุดิอารเบียสมัยใหม่นั้นคือคนเดียวกัน! ทั้งที่เชคอับดุลวะฮาบกับกษัตริย์อับดุลอะซีสอิบนุสะอู๊ดนั้นเกิดกันคนละศตวรรษด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามแต่ระยะเวลาอันยาวนานที่พัฒนาเปลี่ยนผ่านไปนี้ทำให้คำว่าวะฮะบีย์กลับกลายเป็นวาทกรรม “ตลกร้าย” ที่น่าเย้ยหยันในเชิงวิชาการ ความเข้าใจที่ว่าขบวนการวะฮะบีย์คือขบวนการบิดเบือนอิสลามแทบจะตกหายไปจากโลกทัศน์ที่ได้รับการพัฒนาแล้วของปัญญาชนมุสลิมทั้งหลาย
ตัวอย่างที่ “มั่วนิ่ม” ไปกว่านั้นคือการที่เว็บไซต์ของพวกใจคดบางกลุ่มได้นำเอาภาพถ่ายของใครก็ไม่ทราบมาแอบอ้างว่านี่เป็นภาพของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบ

ภาพถ่ายที่ถูกโกหกว่าเป็นภาพของท่านชัยคฺ






           ทั้งที่กล้องเริ่มมีใช้ในปี ค.ศ 1826 หากกล้องมีใช้ในปี ค.ศ.1826  (1826+543 )  = พ.ศ.2369 มุฮัมมัด บินอับดิลวะฮาบ (อาหรับ: محمد بن عبد الوهاب التميمي) มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ฮ.ศ.1115-1206 (พ.ศ. 2246-พ.ศ. 2335) แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่กล้องถ่ายภาพซึ่งยังไม่มีอยู่ในโลกสมัยนั้นจะถูกนำมาถ่ายภาพท่านชัยคฺได้!
            ท่านอิมามอับดุลอะซีสบินมุฮัมมัดบินอิบรอฮีม อัลอะลุชชัยคฺ ได้ให้ความเห็นว่า แม้คำศัพท์ “วะฮะบีย์” จะได้รับการเกลียดชังและนำเสนอภาพที่บิดเบี้ยวแก่ผู้คนภายนอกมากเพียงใด แต่ทว่าในยุคสมัยแห่งปัจจุบันนั้นคำดังกล่าวแทบจะเป็นคำทีไร้อำนาจในการสร้างภาพเสียใดๆต่อชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺอีกแล้ว สิ่งเดียวที่ยังคงเรืองรองแก่กลุ่มชนที่ถูกขนานนามว่า “วะอะบีย์” ก็คือ ภาพของชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งที่ตื่นตัวในการรื้อฟื้นอิสลามกลับมา เรียกร้องไปสู่ความดีห้ามปรามความชั่ว ยึดมั่นในอิสลามอันบริสุทธิ์ดั้งเดิมในศตวรรษแรก ทั้งยังเป็นกลุ่มบุคคลที่เคลื่อนไหวรับใช้ทางศาสนาอย่างโดดเด่นที่สุดแล้วในยุคสมัยปัจจุบัน ดังนั้นคำว่าวะฮะบีย์จึงแทบจะหมดพลังในการทำลายประชาคมซุนนะฮฺไปแล้ว[4]


                                           ภาพถ่ายหาดูยากของท่านมุฟตีอิบรอฮีมอะลุชชัยคฺ

พันธกิจแห่งการรื้อฟื้นเตาฮีด
            ขณะนั้นดินแดนฮิญาซต่างตกอยู่ภายใต้การครอบงำของเหล่าผู้บิดเบือนศาสนา การตั้งภาคีต่อเอกองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮุวะตาอาลา ขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศของคาบสมุทรอารเบีย ท่านชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ พิจารณาว่าการรื้อฟื้นอิสลามของท่านขึ้นมาจากเงาฝุ่นของพวกบิดอะฮฺนั้นย่อมไม่อาจสำเร็จลุล่วงได้จนกว่าการสถาปนาเตาฮีดอันบริสุทธิ์จะอุบัติขึ้นบนผืนแผ่นดินนี้ ดังนั้นเสาหลักแรกในการปฏิรูปทางศาสนาคือการชำระล้างชิรกฺให้พ้นไปจากกิจกรรมชีวิตของมวลมุสลิม
            เตาฮีดในประเภทแรกที่ท่านชัยคฺพิจารณาว่าเป็นเชื้อร้ายของสังคมมุสลิมก็คือการงมโข่งงมงายอยู่กับหลุมศพของบรรดา วะลีย์ เอาลิยาอ์ ทั้งหลาย ประชาชนต่างสวดอ้อนวอนขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺผ่านบรรดากุโบรเหล่านี้กันอย่างดาษดื่น พิจารณาจากสภาพดังกล่าวแล้วท่านชัยคฺมองว่าประชาชนแห่งนครมักกะฮฺกำลังประสบปัญหากับเตาฮีดอัลอิบาดะฮฺอยู่นั่นเอง
            นอกเหนือจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺที่กำลังกระจายตัวอยู่ในขณะนั้นแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเตาฮีดอีกประการหนึ่งก็คือศาสนวิทยาที่ถูกร่ำเรียนอยู่ในภาวะนั้นล้วนแล้วแต่ก็ออกห่างไกลจากวิถีแห่งชนยุคสะลัฟทั้งสิ้น พระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺต่างถูกพร่ำสอนและถกเถียงกันอย่างมืดบอดและโง่งมเพราะการจมปลักอยู่ในหลักปรัชญาของพวกกรีก การอธิบายพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺดำเนินไปบนบรรทัดฐานความเข้าใจที่ห่างไกลจากแนวทางของชาวสะลัฟ บรรดาศัตรูของท่านที่กระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาคของโลกอาหรับต่างกุข้อครหาเท็จขึ้นมาด้วยการอ้างว่าท่านชัยคฺมีอะกีดะฮฺหลงผิดเกี่ยวกับพระองค์อัลลอฮฺศุบฮะนะฮุวะตาอาลา  พวกเขากล่าวร้ายว่าท่านชัยคฺเชื่อว่าอัลลอฮฺมีเรือนกายเป็นเนื้อหนังเสมือนกับสิ่งถูกสร้าง พวกเขากล่าวว่าท่านชัยคฺอธิบายว่าอัลลอฮฺนั้นทรงนั่งแปะแบบเอาก้นติดกับบัลลังค์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วท่านชัยคฺหาได้เคยอธิบายหลักศรัทธาเลอะเลือนเช่นว่านี้เลย
เกี่ยวกับการอิสติวาอ์ของพระองค์อัลลอฮฺนั้น ในหนังสือ กิตาบุตเตาฮีดของท่านชัยคฺ ในบาบ ที่ 66 นั้นท่านชัยคฺได้กล่าวเพียงแค่ว่า
السادسة عشرة : أن الله فوق العرش
“พระองค์อัลลอฮฺนั้นทรงอยู่บนบัลลังค์”
            ในการกล่าวถึงหลักศรัทธานี้ท่านชัยคฺเองก็มิได้เลยเถิดไปจากหลักศรัทธาของชาวสะลัฟแต่อย่างใด ท่านเพียงแค่กล่าวว่า อัลลอฮฺทรง “เฟากอ” (อยู่บน) บัลลังค์ ซึ่งคำว่าเฟากอตรงนี้ก็มีแบบอย่างของการอธิบายด้วยคำนี้จากบรรดาซอฮาบะฮฺด้วย เช่น ท่านอับดุลลอฮฺบินมัสอู๊ด รอฎิยัลลอฮฺฮุอัน กล่าวไว้ว่า
والله تبارك وتعالى فوق العرش
“และพระองค์อัลลอฮฺตะบาเราะกะวะตะอาลานั้นทรง “เฟากอ” (อยู่บน) บัลลังค์”[5]
            จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเราจะพบว่าหลักการศรัทธาในเรื่องของเตาฮีดที่ท่านชัยคฺได้พยายามรื้อฟื้นขึ้นนั้นคือหลักการศรัทธาตามหนทางของชาวสะลัฟกัลญาณชนในยุคสมัยแรก
            นอกเหนือไปจากภารกิจหลักในด้านเตาฮีดแล้ว ขบวนการทางศาสนาของท่านชัยคฺมีความมุ่งหมายในการทำงานด้านต่างๆดังต่อไปนี้
1.      การชำระล้างความงมงายและไสยศาสตร์ที่มีอยู่ในดินแดนฮิญาซ
2.      การทำงานภายใต้กรอบคิดจากคัมภีร์อัลกุรอานที่ส่งเสริมความดีและห้ามปรามความชั่ว
3.      การสถาปนารัฐบาลอิสลามที่ปกครองด้วยคัมภีร์อัลกุรอานและหะดีษของท่านรอซูล ศ็อลฯ แนวคิดประการนี้ของท่านชัยคฺมองว่าทุกกิจการของประชาชาตินี้ทั้งปวงควรจะต้องดำเนินไปบนการจัดการตามกรอบของพระคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮฺของท่านนบีอย่างเคร่งครัด การให้ความสำคัญต่อรัฐในฐานะเครื่องมือของการใช้กฎหมายอิสลามตามแนวคิดนี้ได้ส่งผลให้นักคิดอิสลามยุคถัดมาอย่าง หะซันบันนา,รอชีดริฎอ หยิบยืมใช้ในการต่อสู้ทางศาสนาของพวกเขาทั้งสิ้น และแม้กระทั่งแนวคิดในด้านผู้ปกครองของท่านชัยคฺนั้นท่านถือเป็นความจำเป็นที่จะต้องสถาปนาระบอบ “อิมาม” ขึ้นมาเพื่อเป็นผู้ปกครองของชาวมุสลิม อิมามเหล่านี้จะมีข้อผูกมัดอยู่ที่ความรับผิดชอบในการดูแลกิจการของประชาชาตินี้ด้วยคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮฺ
4.      การเปิดประตูแห่งการอิจติฮาด(วินิจฉัยศาสนา)ซึ่งนักนิติศาสตร์อิสลามได้ถูกกีดกั้นจากการอิจติฮาดนับตั้งแต่วินาทีที่กรุงบัฆดาดถูกโจมตีโดยกองทัพมองโกลของฮุเลกูข่าน[6]
สิ่งที่สะท้อนภาพแห่งความเร่าร้อนของการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปศาสนาโดยขบวนการของท่านชัยคฺนั้นพิจารณาได้จากโลกทัศน์ของสมาชิกในขบวนการนี้ซึ่งพิจารณาอารเบียยุคสมัยของท่านชัยคฺว่าเป็นยุคสมัยแห่งความเดียรถีย์หรือญะฮีลียะฮฺ ดังนั้นเป้าหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการปฏิรูปทางศาสนาครั้งนี้ก็คือการกวาดล้างอุตริกรรมและประเพณีอันงมงายที่ไม่แตกต่างใดๆเลยจากความงมงายก่อนยุคสมัยแห่งอิสลาม[7]
ขบวนการการต่อต้านการปฏิรูปศาสนาของท่านชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ
            เมื่อการก่อตัวของขบวนการนี้ได้รับการตอบรับจากมวลชนอย่างมากขึ้น เหล่าทุรชนจากแคว้นแดนดงต่างๆต่างก็รวมหัวกันเพื่อสกัดกั้นการฟื้นฟูอิสลามของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบอย่างชัดเจน กระบวนการแรกที่ถูกกระทำขึ้นมาโดยฝ่ายศัตรูของท่านชัยคฺก็คือการมุ่งแสวงหาการเป็นจ้าวทางความคิดโดยการครอบงำประชาชนในระดับรากหญ้า สอดใส่ความสงสัย,หวาดระแวง,ชิงชังต่อกลุ่มวะฮะบีย์ขึ้นมา และท้ายที่สุดคำว่า วะฮะบีย์ ก็พัฒนามาเป็นวาทกรรมที่คอยหลอกหลอนผู้คนให้กริ่งเกรงต่อการเรียกร้องของท่านชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ

                                   มุฮัมมัดอะลี ปาชา
            
       ขั้นตอนแรกที่เหล่าศัตรูของท่านกระทำคือการครอบงำความคิดทางการเมืองขึ้นมา โดยการป่าวร้องประกาศว่าท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบตั้งใจก่อการกบฏเพื่อล้มรัฐบาลคอลีฟะฮฺออตโตมัน  ศัตรูของท่านทั่วทุกสารทิศต่างพยายามปกปิดความเน่าเฟะที่กระจุกตัวอยู่ในการปกครองของราชสำนักออตโตมันแต่กลับดำเนินการทางการเมืองโดยตรงเพื่อครอบงำความคิดแก่ประชาชนอย่างผิดๆ ความหวดกลัวที่ว่าขบวนการวะฮะบีย์คือขบวนการกบฏต่อรัฐออตโตมัน คือขบวนการทางการเมืองอันน่าสยดสยองที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มการเมืองในอดีตอย่างคอวาริจญ์ ผลจากการครอบงำทางการเมืองนี้ส่งผลให้รัฐบาลออตโตมันต้องจัดส่งกองทัพจากอียิปต์ภายใต้การนำทัพของมุฮัมมัดอะลี ปาชาเข้าโจมตีฐานที่มั่นของขบวนการวะฮะบีย์ในฮิญาซขึ้นในปี 1807 ช่วงเดือนกันยายน การสงครามระหว่างสองพลังอำนาจทางการเมืองดำเนินไปจวบจนกระทั่งปี ปี 1818 ที่อำนาจของตระกูลสะอู๊ดซึ่งสนับสนุนขบวนการทางศาสนาของท่านชัยค์ต้องถูกพิชิตลงโดยอิบรอฮีมปาชา บุตรของมุฮัมมัดอะลี ปาชา จุดจบของรัฐบาลที่สนับสนุนแนวทางของท่านชัยคฺได้ฝากรอยแผลที่เจ็บปวดแก่ชนรุ่นหลังเมื่อพบว่ากองทัพออตโตมันได้สังหารสมาชิกที่ยึดมั่นในแนวคิดนี้อย่างโหดร้ายทั้งยังโยนกองศพให้สุนัขกัดกินอย่างเลือดเย็น ในปี 1819 ท่านอะมีรอับดุลลอฮฺเจ้าเมืองดิรอียะฮก็ได้ถูกทลายอำนาจลงโดยพวกกองทัพออตโตมัน ตัวท่านถูกจับตัวเป็นเชลยศึกส่งไปยังกรุงอิสตันบูลให้คอลีฟะฮฺออตโตมันแลชมอย่างจุใจ ท้ายที่สุดรัฐบาลออตโตมันก็ออกคำสั่งตัดหัวผู้ปกครองของขบวนการวะฮะบีย์ผู้นี้เสีย
            เมื่อการครอบงำทางความคิดในทางการเมืองสำเร็จขึ้นแล้ว เหล่าศัตรูของท่านทั่วสารทิศก็พุ่งเป้าไปที่การครอบงำความคิดมวลชนทางด้านวัฒนธรรมและศาสนาเป็นขั้นต่อไป การครอบงำความคิดในขั้นตอนนี้เกิดขึ้นด้วยประเด็นแรกเลยคือ การจูงใจมวลชนให้เข้าใจว่าขบวนการปฏิรูปศาสนาของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบนั้นคือขบวนการที่อ้างตนในการเป็นนบีของเชคอับดุลวะฮาบเสียเอง พวกนี้กล่าวอ้างว่าการดะอ์วะฮฺของท่านชัยคฺนั้นคือการดะอฺวะฮฺให้มนุษย์ยอมรับในการเป็นนบีของท่านชัยคฺ พร้อมกันนี้ยังได้มีการป่าวประกาศว่าชัยคฺอับดุลวะฮาบได้ประกาศจัดตั้งมัสฮับที่ 5 ขึ้นมาซึ่งเป็นมัสฮับแนวคอวาริจและล้มล้างมัสฮับทั้ง 4 ออกไป เกี่ยวกับข้อครหาเหล่านี้นั้น ท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบได้ออกมาทำการตอบโต้เป็นระยะๆผ่านการส่งสาสน์ของท่านไปยังเหล่านักการศาสนากลุ่มต่างๆ ท่านได้ออกประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ว่า
            “ขอชุโกรต่อพระองค์อัลลอฮฺ แท้จริงแล้วฉันมิได้เรียกร้องไปสู่การยึดมั่นในสำนักคิดที่ลุ่มหลง ทั้งฉันยังมิใช่นักปราชญ์ศาสนาด้านนิติศาสตร์อิสลาม ฉันมิใช่จ้าวโวหารและยังมิใช่อิมามผู้ยิ่งใหญ่ดุจดังท่าน    อิมามอิบนุลก็อยยิม,อิมามซะฮะบีย์.ท่านอิบนิกะษีรและท่านอื่นๆเลยด้วยซ้ำ ฉันเพียงแต่เรียกร้องไปสู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺโดยไม่กระทำการตั้งภาคีต่อพระองค์ และเรียกร้องไปสู่ซุนนะฮฺของรอซูลท่านสุดท้ายของพระองค์... ฉันหวังว่าฉันจะไม่ปฏิเสธความถูกต้องที่ถูกเสนอมายังฉัน”[8]
            ในข้อครหาที่อ้างว่าท่านมุ่งหมายจะล้มล้างสำนักนิติศาสตร์ทั้ง 4 นั้นท่านชัยคฺมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบ ได้เขียนจดหมายชี้แจงไปยังอัสสุวัยดฺ หนึ่งในนักปราชญ์อิสลามคนสำคัญของอิรัคไว้ว่า
“ฉันปฏิบัติตามศาสนาอิสลามของฉัน และปฏิบัติตามซุนนะฮฺ ตลอดจนการปฏิบัติตามมัสฮับทั้ง 4 ตราบจนวันกิยามะฮฺ ทั้งฉันยังมีบทบาทเพียงแค่สร้างความกระจ่างแก่ประชาชนถึงการมุ่งมั่นในการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺฉันได้สั่งใช้พวกเขาให้ละทิ้งการเคารพบูชาเหล่าคนวะลีย์ไม่ว่าจะเป็นคนวะลีย์ที่ตายไปแล้วหรือมีชีวิตอยู่ก็ตาม ทั้งฉันยังเรียกร้องไปสู่การห้ามปรามในการตั้งภาคีด้วยกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือคนหนึ่งคนใดต่อพระองค์อัลลอฮฺ”[9]
            ถ้อยแถลงดังกล่าวของท่านชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบย่อมเป็นที่ชัดแจ้งเห็นจริงแล้วจากคำยืนยันของตัวท่านที่ว่าท่านมิได้มีเป้าประสงค์เพื่อการล้มล้างสำนักนิติศาสตร์ในอิสลามแต่อย่างใด
            แนวร่วมต่อต้านขบวนการวะฮะบีย์อีกซีกหนึ่งที่เคลื่อนไหวในการครอบงำความคิดด้านศาสนาก็คือพวกกลุ่มการเมืองที่เกรงว่าจะสูญเสียผลประโยชน์ของตนไป ดังที่ชัยคฺมุฮัมมัดอับดุฮฺได้ให้ความเห็นว่าในมิติของผลประโยชน์ทางการเมืองและกลุ่มการเมืองต่างๆแล้วการกระทำการณ์เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายของตนเองย่อมเกิดขึ้นได้แม้ว่าจะเป็นการกุเท็จใดๆขึ้นมาก็ตาม การปฏิรูปศาสนาของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบก็เฉกเช่นเดียวกันที่กระบวนการเหล่านี้ได้แพร่กระจายในหมู่ผู้คนเพื่อต่อต้านท่านทั้งในอียิปต์.อารเบียตะวันออก,อิรัคและเลยไกลไปถึงนครอิสตันบูลด้วยเช่นกัน และอีก 100 ปีต่อมาคำว่าวะฮะบีย์จึงกลายมาเป็นคำที่ติดลบเพื่อบ่งชี้ถึงกลุ่มนอกรีตที่มุ่งหมายจะสถาปนามัสฮับที่ 5 ขึ้นมา[10]
            กลุ่มคนอีกพวกหนึ่งจากเครือข่ายทางศาสนาซึ่งออกตัวมาต่อต้านการปฏิรูปศาสนาของท่านชัยคฺมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบก็คือ บรรดากลุ่มบุคคลที่หมกมุ่นจมปลักอยู่กับการเคารพสุสานของคนวะลีย์ทั้งหลาย กลุ่มก้อนของคนกลุ่มนี้มีอยู่ในดินแดนฮิญาซค่อนข้างมากและมักจะประดับประดามัสยิดอย่างเกินความพอดีจนสุสานของเหล่าวะลีย์กลายมาเป็นสักการะสถานแทนมัสยิดไปแล้ว กลุ่มเหล่านี้ต่างหมกมุ่นอยู่กับการขอดุอาอ์อ้อนวอนต่อพระองค์อัลลอฮฺโดยการอุทธรณ์ผ่านคนตายที่อยู่ในสุสาน ความงมงายเหล่านี้มักปรากฏอยู่ในกลุ่มคนทางศาสนาที่รู้จักกันในชื่อของซูฟีย์แขนงต่างๆ ดังนั้นในการปรากฏตัวขึ้นของชัยคฺอับดุลวะฮาบกลุ่มซูฟีย์จึงเป็นกลุ่มก้อนทางศาสนาในระดับแนวหน้าที่สุดที่ได้รับการกระทบกระเทือนกับขบวนการนี้ ความร้อนรนของพวกเขาทำให้เหล่าผู้นำชาวซูฟีย์ต้องออกมาทำการตอบโต้เพื่อปกป้องพิธีกรรมในแบบซูฟีย์ที่พวกเขายึดถือกันมา[11]ซึ่งตามความเห็นของท่านชัยคฺอับดุลอะซีสอิบนุบาซแล้ว ความขัดแย้งระหว่างขบวนการปฏิรูปศาสนาของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบกับกลุ่มซูฟีย์นั้นเกิดขึ้นจากนโยบายการมุ่งล้มล้างการสร้างสถูปเหนือกุโบรคนวะลีย์ที่พวกซูฟีย์เหล่านี้กระทำอยู่ซึ่งท่านชัยคฺพิจารณาว่าเป็นการเสื่อมถอยและออกจากความเป็นซูฟีย์ดั้งเดิมที่ถูกต้อง[12]
            กลุ่มคนจากวงนอกอีกกลุ่มหนึ่งที่จับตามองอย่างใกล้ชิดถึงขบวนการของท่านชัยคฺอับดุลวะฮก็คือเหล่าจ้าวอาณานิคมที่ได้เข้ามาครอบครองผลประโยชน์ทางการเมืองและการค้าอยู่ในเอเชียตะวันตกอยู่ระยะเวลาหนึ่งแล้ว ชาติมหาอำนาจทั้งสี่ซึ่งประกอบไปด้วย อิตาลี.อังกฤษ,ฝรั่งเศสและฮอลแลนด์ต่างเคลื่อนไหวอย่างลับๆเพื่อสนับสนุนผู้ต่อต้านขบวนการปฏิรูปศาสนาของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบ จ้าวอาณานิคมเหล่านี้ต่างหวดเกรงความสำเร็จของขบวนการวะฮะบีย์ซึ่งอาจจะส่งผลให้โลกมุสลิมที่อยู่ใต้อาณานิคมของตนเองหยิบยืมแนวคิดนี้มาใช้เพื่อเป็นแนวทางของการต่อสู้ทางการเมือง และนี่คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดกองทัพออตโตมันจึงเดินเหินเข้าไปในอารเบียเพื่อบดขยี้ขบวนการนี้ต่อหน้าการนิ่งเงียบของอังกฤษได้ ทั้งที่ในขณะนั้นโลกมุสลิมบางส่วนได้เริ่มถูกคุกคามจากจ้าวอาณานิคมบ้างแล้ว แต่ทว่าดูเหมือนศัตรูต่างชาติที่ขูดรีดผลประโยชน์ของมุสลิมนั้นจะถูกมองว่าชั่วร้ายกว่าผู้ที่ประกาศว่าเมาลิดคือบิดอะฮฺและการตะวัสสุลกับผู้ตายคือการตั้งภาคีในสายตาของพวกอุษมานียะฮฺอย่างไรอย่างนั้น การบดขยี้นครดิรอียะฮฺที่ถูกปกครองโดยท่านอิมามอิบนุสะอู๊ดคือข้อหักล้างคำโป้ปดที่พวกชีอะฮฺและบิดอะฮฺอื่นๆกล่าวอ้างว่าขบวนการวะฮะยีย์คือสุนัขรับใช้อังกฤษเพื่อล้มล้างอาณาจักรอิสลามโดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินและอาวุธจากอังกฤษอย่างดี แน่แท้ที่สุดที่ว่าข้อกล่าวอ้างเหล่านี้คือความเท็จเพราะฝ่ายอังกฤษเสียเองที่เปิดทางอย่างเงียบๆให้พวกอุษมานียะฮฺเข้าทำการถล่มฐานที่มั่นของสานุศิษย์ท่านชัยคฺอย่างย่อยยับ และดูเหมือนว่าการคาดการณ์ของอังกฤษจะถูกต้อง หลังการเสียชีวิตของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบ อีกร้อยปีต่อมาขบวนการปฏิวัติและปลดแอกอิสลามในชาติต่างๆก็อุบัติขึ้นบนฐานคิดและแรงจูงใจจากขบวนการวะฮะบีย์ ไม่ว่าจะเป็นขบวนการมะฮฺดีแห่งซูดาน,ขบวนการซานุสซีย์แห่งลิเบีย, ขบวนการของเจ้าชายอับดุลกอดีรอัลญะซาอิรีย์ และเรื่อยมาจนถึงการก่อตัวของขบวนการอิควานนุลมุสลิมูนและญะมาอะฮฺอิสลามีย์แห่งปากีสถานของท่านเมาดูดีย์

        
      เจ้าชาย ชัยคฺอับดุลกอดีรอัลญะซาอิรีย์ ผู้นำมุสลิมที่กู้เอกราชอัลจีเรียจากฝรั่งเศส

        ขณะที่ทายาททางการเมืองของท่านอิมามมุฮัมมัดอิบนุสะอู๊ดอย่างกษัตริย์อับดุลอะซีสอิบนุซะอู๊ดก็สามารถพิชิตดินแดนฮิญาซทั้งหมดพร้อมสถาปนารัฐซาอุดิอารเบียขึ้นในปี 1927 อันเป็นการต่อยอดลมหายใจแห่งเอกราชแก่นครมักกะฮฺและมาดีนะฮฺที่จวนเจียนจะถูกยึดครองโดยจ้าวอาณานิคมต่างชาติอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษในขณะนั้น
อะมีรฮุเซนบินอะลี

 T.E. Lawrence นายทหารอังกฤษพันธมิตรคนสำคัญ
                 ของฮุเซนบินอะลี แห่งมักกะฮฺ

กล่าวคือในช่วงปลายแห่งความฟอนเฟะของอาณาจักรออตโตมัน กษัตริย์แห่งนครมักกะฮฺซึ่งฝักใฝ่ในลัทธิชาตินิยมอาหรับอย่างฮุเซนบินอะลี อัชชะรีฟอัลมักกีย์ได้รวบรวมกองทหารจากอาหรับเผ่าต่างๆภายใต้การสนับสนุนจากทีอีลอเรนซ์นายทหารหนุ่มของจักรวรรดิอังกฤษเพื่อทำการกบฏต่ออาณาจักรออตโตมัน ในปี 1916 สงครามจบลงด้วยการพ่ายแพ้ของอาณาจักรออตโตมันและหลังจากตำแหน่งคิลาฟะฮฺที่ตุรกีถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงในปี 1924 โดยกลุ่มของกะมาลอตาเตอร์กแล้ว

มุสตอฟา กะมาล อตาเตอร์ก แกนนำของกลุ่มยังเตอร์กผู้ยกเลิกสถาบันคิลาฟะฮฺในอุมมะฮฺอิสลามและเป็นต้นแบบของผู้นำคนสำคัญที่นำเอาลัทธิโลกีย์วิสัยเข้ามาปกครองโลกมุสลิม

ฮุเซนได้ประกาศตัวเป็นคอลีฟะฮฺของบรรดามุสลิมและเป็นกษัตริย์ของกษัตริย์แห่งอาหรับ ความเหิมเกริมของฮุเซนเกิดขึ้นจากการสนับสนุนของอาณานิคมอังกฤษอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1891 ที่อะมีรอับดุรเราะฮฺมานอัลไฟศอล ผู้ปกครองท่านสุดท้ายจากตระกูลสะอู๊ดซึ่งเป็นผู้สนับสนุนขบวนการปฏิรูปศาสนาของชัยคฺอับดุลวะฮาบได้ถูกยึดอำนาจไปจากมุฮัมมัดบินอับดุลลอฮฺบินรอชีดจ้าวผู้ครองนครจากฮาอิล ตระกูลสะอู๊ดและแนวคิดของขบวนการปฏิรูปศาสนาตามแนวทางของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบก็เคลื่อนไหวอย่างลับๆไป จนกระทั่งในปี 1925 ขณะที่แผ่นดินฮิญาซกำลังล่อแหลมต่อการยึดครองเพราะการทรยศของอังกฤษที่มีต่ออะลีบินฮุเซน อับดุลอะซีสอิบนุสะอู๊ด ลูกหลานของอิมามมุฮัมมัดอิบนุสะอู๊ดก็สามารถพิชิตนครมักกะฮฺจากฮูเซนได้ และในวันที่ 10 มกราคม 1926 อับดุลอะซีสอิบนุสะอู๊ดก็ประกาศตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งนครมักกะฮฺ ในวันที่ 20 พฤษภาคม ปี 1927 กษัตริย์อับดุลอะซีสก็ได้ลงนามในสนธิสัญญาแห่งญิดดะฮฺกับรัฐบาลอังกฤษเพื่อยืนยันถึงการเป็นเอกราชของแผ่นดินฮิญาซทั้งหมด และตัวอับดุลอะซีสเองก็ถูกนับเป็นกษัตริย์ของฮิญาซและแคว้นนัจดฺ
            หลังการประกาศเอกราชของฮิญาซ ด้วยกับปณิธานแห่งบุตรหลานของท่านอิมามมุฮัมมัดอิบนุสะอู๊ดและการยึดมั่นในแนวทางของท่านชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ กษัตริย์อับดุลอะซีสได้ประกาศจัดตั้งรัฐอิสลามแห่งซาอุดิอารเบียขึ้นมา โดยท่านได้กล่าวสุนทรพจน์ไว้ที่นครมักกะฮฺปี 1930 ว่า
            “พวกเราต่างภาคภูมิใจที่พวกเราเรียกร้องไปสู่เตาฮีดของอัลลอฮฺ อันเป็นการเรียกร้องไปสู่การเป็นเอกะของพระองค์และสนับสนุนการศรัทธาในพระองค์ การกระทำอันเป็นที่รักและแนบชิดซึ่งปรากฏขึ้นในใจของฉันนั้นคือการอุทิศตนเพื่อหนทางของอัลลอฮฺที่เป็นรูปแบบอันบริสุทธิ์จากกลุ่มชนยุคแรก(สะลัฟ)ซึ่งปราศจากการหลงผิดและอุตริกรรมใดๆ”[13]
            หลังการสถาปนารัฐซาอุดิอารเบีย กฎหมายชะรีอะฮฺอันสูงส่งได้ถูกนำมาบัญญัติใช้ปกครองประเทศ กษัตริย์อับดุลอะซีสได้จัดตั้งสภาชูรอขึ้นในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 1345 ณ กรุงมักกะฮฺ โดยมีสมาชิกของสภานี้ซึ่งได้ถูกคัดเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิเป็นจำนวน 6 คนตามแบบอย่างของท่านอุมัร อิบนุค็อฏฏ๊อบ โดยกษัตริย์ได้ให้สาบานด้วยนามของอัลลอฮฺว่าสภาชูรอนี้จะเป็นผู้ออกกฎหมายชะรีอะฮฺเพื่อบังคับใช้ในรัฐอย่างอิสระโดยปราศจากการแทรกแซง และกษัตริย์จะไม่ยินยอมผ่านกฎหมายใดๆจนกว่าสภาชูรอจะอนุมัติ

                                                                
                                                    กษัตริย์อับดุลอะซีส อิบนุสะอู๊ด ปฐมราชวงศ์ซาอุฯ
          
     การเกิดขึ้นมาของขบวนการปฏิรูปทางศาสนาในอารเบียผ่านคำสั่งสอนของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบได้จุดอิทธิพลจนก่อพลวัติของการปฏิวัติอิสลามไปทั่วแดนดงของโลกมุสลิม และท้ายที่สุดคำสัญญาระหว่างอิมามมุฮัมมัดอิบนุสะอู๊ดกับท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบที่มุ่งหวังจะสถาปนารัฐอิสลามที่ใช้กฎหมายชะรีอะฮฺก็ปรากฏขึ้นในอีกร้อยกว่าปีถัดมา แต่ทว่าช่างเป็นที่น่าเสียดายที่สุดเมื่อกษัตริย์อับดุลอะซีสริเริ่มหันมาทำการค้าน้ำมันกับประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นก้าวแรกของความเสื่อมถอยของขบวนการวะฮะบีย์และเบิกทางไปสู่อิทธิพลตลอดกาลของอเมริกาในภูมิภาคตะวันออกกลาง หนำซ้ำความมั่งค่ำที่เพิ่มขึ้นจากการค้าน้ำมันทำให้ตระกูลสะอู๊ดเปลี่ยนตัวเองไปสู่การเป็นกษัตริย์จ้าวสำราญ หลังการเสียชีวิตของอับดุลอะซีสอิบนุสะอู๊ด บุตรของท่านคือสะอู๊ดบินอับดุลอะซีสก็ขึ้นครองราชย์แทนบิดาพร้อมปกครองบ้านเมืองอย่างเหลวแหลกจนต้องถูกปลดเพื่อนำเจ้าชายผู้เคร่งครัดศาสนาอย่างไฟศอลขึ้นมาแทน แต่ทว่าความดีของท่านก็ปรากฏอยู่ไม่นานเมื่อท้ายที่สุดท่านก็ถูกลอบสังหารจากญาติวงศ์ของท่านเอง

            โดยสรุปแล้วการก่อตัวของกลุ่มชนที่ต่อต้านการปฏิรูปศาสนาของชัยคฺอับดุลวะฮาบนั้นเข้าข่ายลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า “กลุ่มชนทางประวัติศาสตร์” (Historical Bloc) นั่นคือการก่อตัวของกลุ่มต่างๆทางสังคมและการเมืองในรูปแบบของพันธมิตรข้ามชนชั้นและเขตแดนทางศาสนาโดยคนกลุ่มนี้มีอัตลักษณ์ร่วมทางการเมืองเดียวกันนั่นคืออุดมการณ์ในการล้มล้างขบวนการปฏิรูปศาสนาของชัยคฺอับดุลวะฮาบ กลุ่มชนทางประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงรวมตัวกันขึ้นมาเพื่อครอบครองความเป็นจ้าวทางความคิดเพื่อจะทำให้ผลประโยชน์ทางวัตถุและศรัทธาของตนดำรงอยู่ต่อไป ขบวนการวะฮะบีย์ในวาทกรรมของคนกลุ่มนี้จึงเปรียบเสมือนพลังที่ลุกขึ้นมาท้าทายกระบวนการครอบงำทางความคิดที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคน 4 พวก ซึ่งแบ่งกว้างๆได้เป็น พันธมิตรร่วมมุสลิม ประกอบไปด้วย คนสามกลุ่มคือ ผู้ปกครองในระบอบอุษมานียะฮฺ, กลุ่มนิยมแนวทางบิดอะฮฺและประชาชนรากหญ้าที่ตกเป็นเป้าหมายของการล้างสมองโดยคนสองกลุ่มแรก ส่วนอีกฟากหนึ่งได้แก่ พันธมิตรร่วมกาเฟร ซึ่งประกอบไปด้วยจักรวรรดินิยมซึ่งกำลังหวาดเกรงต่อการก่อปฏิรูปศาสนาโดยขบวนการของชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ
            ท่านชัยคฺอับดุลอะซีส บุตรอับดุลลอฮฺ บุตรบาซ ได้กล่าวสรุปไว้ว่า ตามทัศนะของท่านแล้วศัตรูของท่านชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบนั้นสามารถจำแนกออกได้เป็นคน 3 คน กลุ่มแรกนักการศาสนาทุรชนซึ่งแลเห็นผิดเป็นถูก แลสัจธรรมเป็นเท็จ คนกลุ่มนี้นิยมในการอิบาดัตต่อกุโบรโดยการละหมาดในสุสานของบรรดาวะลีย์สรรสร้างสถูปสูงบนสุสานของพวกเขาตลอดจนยังทำการตะวัซซุลต่อคนตายอยู่เสมอ ความบ้าคลั่งของคนกลุ่มนี้อยู่ในระดับที่ว่าผู้ใดทำการต่อต้านการพิธีกรรมงมงายเหล่านี้มันผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษอย่างสาหัส คนกลุ่มที่สอง คือประชาชนที่ปราศจากความเข้าใจต่อสาส์นที่ท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบได้ป่าวประกาศ คนพวกนี้คิดไปว่าท่านชัยคฺประกาศตัวเป็นนบี,ดูหมิ่นนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ ตลอดจนยังประณามด่าทอบรรดาเอาลิยาอ์และอิมามทั้ง 4 มัสฮับ และคนกลุ่มคนที่สามนั้นมาจากกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบหรือเสียผลประโยชน์ต่อการปฏิรูปศาสนาในครั้งนี้[14]
            ท่านผู้อ่านได้โปรดลองไตร่ตรองดูเถิด กลุ่มชนที่ท่านชัยคฺบินบาซได้กล่าวไปนี้ยังคงมีอยู่และทำงานกันอย่างมโข่งดักดานในสังคมของเราไม่เคยสูญพันธุ์เสียที!


ชัยคฺอับดุลอะซีส บินบาซ ปราชญ์คนสำคัญที่สืบทอดเจตนารมณ์ของชัยคฺอับดุลวะฮาบ


[1] อับดุรเราะฮฺมาน อัล-รุวัยชิด, อัลวะฮะบียะฮฺ, ไคโร : ดารอัลอุลูม. หน้า 8.
[2] อับดุลลอฮฺ อัลอุษัยมีน. มุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ : ฮะยาตุวะฟิกรฺ. ริยาฏ : ดารอัลอุลูม (1412). หน้า 114.
[3] Dr. Suleiman Bin Abdul Rahman Al-Hageel. Human Right in Islam and Their Applications in the Kingdom of Saudi Arabia. P.70.
[4] อับดุลอะซีสบินมุฮัมมัดบินอิบรอฮีม อัลอะลุชชัยคฺ. อัลมุคตัรมินมัจญะละฮฺอมะนาร. เล่ม 2 หน้า 4-5.
[5] อิบนุกุดามะฮฺ. อิศบาตศิฟัต-อัลอุลูอ์. หน้า 152.
[6] มุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ. กัชฟุลชุบฮาตดิมนามัจมูอะฮฺอัตเตาฮีดอันนัจดียะฮฺ. หน้า 69.
[7] Dr.Suleiman Bin Abdul Rahman Al-Hageel. Human Right in Islam and Their Applications in the Kingdom of Saudi Arabia. P.70.
[8] อัรรอซาอิลอัชชัคซียะฮฺ. ริซาละฮฺ 37. หน้า 252.
[9] ฮุซัยนฺบินฆ็อนนาม. ตารีคุลนัจดฺ. ตรวจทานโดย  นะศีรุดดีนอัลอะซาด. หน้า359.
[10] Dr. Suleiman Bin Abdul Rahman Al-Hageel. Human Right in Islam and Their Applications in the Kingdom of Saudi Arabia. P.77.
[11] ดะอ์วะฮฺอัลมุนาวียีนลิดดะอ์วะตุชชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ. หน้า 74-75.
[12] สะมาฮะตุชชัยคฺอับดุลอะซีสบินบาซ. อิมามมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบดะอ์วะตุฮฺวะสิเราะตุฮฺ. หน้า 35-36.
[13] มุฮัยยิดดีน อัลกอบิซีย์. อัซซัยฟฺวัลกุรอาน. หน้า 62.
[14] สะมาฮะตุชชัยคฺอับดุลอะซีสบินบาซ. อิมามมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบดะอ์วะตุฮฺวะสิเราะตุฮฺ. หน้า 27-28.




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น