วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

วะฮะบีย์ศึกษา(ฉบับไม่งี่เง่า) : การก่อกบฏกับอาณาจักรออตโตมัน (2)



        
            ในตอนที่ 1 เราได้กล่าวไปคร่าวๆแล้วถึงแผนการในการครอบงำความคิดของมวลชนโดยกลุ่มผู้ต่อต้านขบวนการของชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ โดยคนกลุ่มนี้ได้สรรหาข้ออ้างสำคัญประการหนึ่งที่ว่า ขบวนการของชัยคฺอับดุลวะฮาบนั้นก่อการกบฏต่อรัฐคิลาฟะฮฺออตโตมัน เป้าประสงค์เดียวของพวกเขาก็คือความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมแก่การฆ่าแกงของพวกออตโตมันต่อขบวนการวะฮะบีย์ ด้วยการอ้างว่าขบวนการนี้ก่อกบฏต่อองค์ประมุขของอาณาจักรอิสลามและกระทำการจัดตั้งรัฐซ้อนรัฐขึ้นมา
            หากเราพิจารณาอย่างผิวเผินเราก็อาจจะเข้าใจไปได้ว่าคำกล่าวอ้างทางการเมืองอิงแอบศาสนาเหล่านี้คือความจริงได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียวจากข้อเท็จจริงที่ว่า ณ ช่วงเวลานั้นโลกมุสลิมตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมันเตอร์ก ดังนั้นดินแดนฮิญาซที่ประกอบไปด้วยสถานที่อันสูงศักดิ์อย่างมหานครมักกะฮฺและมาดีนะฮฺก็คงจะเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจการปกครองของจักรวรรดิอตตโตมันด้วยกระมัง!
            สิ่งที่เราควรตั้งคำถามในเบื้องต้นเพื่อนำทางไปสู่การอภิปรายในปมปัญหานี้ก็คือ ห้วงเวลานั้นมหาอาณาจักรออตโตมันได้แผ่อำนาจไปถึงคาบสมุทรอารเบียแล้วกระนั้นหรือ?
        หนึ่งในบุคคลตัวฉกาจที่ออกมาเสนอทฤษฎีเพื่อโจมตีขบวนการของท่านชัยคฺว่าละเมิดต่อบูรณภาพของอาณาจักรอิสลามก็คือ นักวิชาการชาวอาหรับสายอะชาอิเราะฮฺนามว่าอับดุลกอดีม สะลูม นายคนนี้ได้อ้างว่าการปรากฏขึ้นของขบวนการวะฮะบีย์และการประกาศคำสอนของพวกเขานั้นคือสาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้รัฐออตโตมันอันยิ่งใหญ่ของชาวมุสลิมเกิดความอ่อนแอ ดังนั้นการกระทำดังกล่าวของขบวนการวะฮะบีย์จึงมีความผิดตามกฎหมายศาสนาในฐานะผู้สร้างความแตกแยกขึ้นในรัฐอิสลามทั้งยังละเมิดการ

 
                          อับดุลกอดีม สะลูม            
จงรักภักดีที่องค์ประมุขแห่งรัฐคอลีฟะฮฺอิสลามจะต้องได้รับจากประชาชนของเขา นายคนนี้ยังอ้างต่อไปว่ากลุ่มวะฮะบีย์ได้มอบสัตยาบันแก่มุฮัมมัดอิบนุสะอู๊ดในการเป็นผู้นำซึ่งเป็นการสร้างรัฐอิสลามซ้อนรัฐขึ้นมา ความเหิมเกริมของขบวนการวะฮะบีย์เกิดขึ้นจากการที่อับดุลอะซีสบุตรชายของท่านมุฮัมมัดอิบนุสะอู๊ดได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธและเม็ดเงินจากรัฐบาลแห่งจักรวรรดิอังกฤษซึ่งมีเป้าหมายแอบแฝงตรงที่ต้องการผ่าดินแดนของชาวมุสลิมออกเป็นส่วนๆและเข้าครอบงำในภายหลัง เมื่อความพร้อมของขบวนการวะอะบีย์ เกิดขึ้นแล้ว สงครามจึงถูกพวกวะฮะบีย์จุดขึ้นเพื่อหมายฆ่าล้างเลือดเนื้อของชาวมุสลิมกันเอง คมดาบได้รับการกวัดแกว่งและท้ายที่สุดกองทัพของท่านอะมีรรุลมุอฺมินีนแห่งออตโตมันก็ได้ถูกกองทัพของพวกวะฮะบีย์เข่นฆ่าลง[1]
            สิ่งที่ควรจะปูพื้นฐานแก่การเข้าใจต่อข้อโจมตีของพวกเขาในเบื้องต้นก็คือ ในหลักกฎหมายอิสลามแล้วนั้น การปกครองคือสิ่งสำคัญที่แยกไม่ขาดจากศรัทธาทางศาสนาเพราะการดำรงอยู่ของรัฐอิสลามจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้กฎหมายชะรีอะฮฺสามารถบังคับใช้ได้ ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงสอนสั่งว่าหน้าที่หนึ่งของจ้าวผู้ปกครองคือการดูแลทุกข์สุขประชาชนและบังคับใช้กฎหมายของพระเจ้า ขณะเดียวกันกับที่ประชาชนภายในรัฐจำต้องมอบสัตยาบันแก่องค์คอลีฟะฮฺเพราะการสิ้นชีพลงโดยไม่มอบสัตยาบันแก่ประมุขของรัฐอิสลามนั้นความตายของเขาก็ประหนึ่งการตายในยุคสมัยแห่งความเดียรถีย์ญะฮีลียะฮฺ ข้อผูกมัดที่ประชาชนในรัฐอิสลามมีต่อผู้ปกครองคือการจงรักภักดีตราบใดที่ผู้ปกครองของพวกเขายังปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าอยู่ ดังนั้นการก่อการณ์กบฏจึงเป็นสิ่งต้องห้ามในหลักการอิสลามและเป็นความผิดที่มีความร้ายแรงมากถึงขนาดที่ศาสนาคาดโทษต่อกลุ่มกบฏด้วยการประหารชีวิต
            ท่านชัยคฺมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบ ได้กล่าวว่า
وأرى وجوب السمع والطاعة لأئمة المسلمين برّهم وفاجرهم ما لم يأمروا بمعصية الله ومن ولي الخلافة واجتمع عليه الناس ورضوا به وغلبهم بسيفه حتى صار خليفة وجبت طاعته وحرم الخروج عليه
            “ฉันมีทัศนะว่ามันเป็นสิ่งวาญิบ(บังคับ)ในการที่จะต้องเชื่อฟังและจงรักภักดีต่อบรรดาผู้นำของชาวมุสลิม ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่มีคุณธรรมหรือคนไร้ศีลธรรมก็ตาม ขณะเดียวกันกับที่พวกเขามิได้สั่งใช้เราให้ทำการฝ่าฝืนต่อพระองค์อัลลอฮฺ ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่ได้รับตำแหน่งคิลาฟะฮฺและผู้ประชาชนได้มอบการสนับสนุนและยอมรับในตัวเขาแล้ว แม้ว่าเขาจะได้รับสถานการณ์เป็นคอลีฟะฮฺด้วยกับกำลังมาก็ตาม ก็จะเป็นที่จะต้องตออัตและเป็นที่ต้องห้ามที่จะก่อกบฏต่อตัวเขา”[2]
            เจตนารมณ์ดังกล่าวของท่านชัยคฺได้เป็นที่ยืนยันชัดเจนแล้วถึงความเคารพเชื่อฟังที่ตัวท่านมีต่อผู้นำตามหลักการศาสนา ดังนั้นข้อโพนทะนาของนักวิชาการท่านหนึ่งซึ่งได้ใส่ไคล้ท่านชัยคฺว่าตัดสินผู้ปกครองออตโตมันว่าเป็นกาเฟรจึงเป็นเรื่องที่น่าขันและยังไม่สามารถหาหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรได้อย่างชัดเจนด้วยซ้ำไป!
            ท่านชัยคฺยังกล่าวต่อไปว่า
الأصل الثالث : أن من تمام الاجتماع السمع والطاعة لمن تأمّر علينا ولو كان عبداً حبشيّاً
            “หนึ่งในรากฐานของความเป็นเอกภาพคือการเชื่อฟังและภักดีต่อผู้ใดก็ตามที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเหนือพวกเราแม้ว่าเขาจะเป็นทาสชาวเอธิโอเปียก็ตาม”[3]
            เมื่อเห็นจุดยืนของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบในรูปแบบเช่นนี้แล้ว การจะพิจารณาว่าท่านชัยคฺก่อการณ์กบฏหรือไม่นั้นจำต้องตั้งคำถามในเบื้องต้นว่าดินแดนนัจดฺบ้านเกิดของท่านชัยคฺนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักวรรดิออตโตมันหรือไม่ ?
            ดร.ซอและฮฺ อัลอะบูด ได้ตอบคำถามเหล่านี้ว่า
" نجد " على العموم نفوذا للدولة العثمانية فما امتد إليها سلطانها ولا أتى إليها ولاة عثمانيون ولا جابت خلال ديارها حامية تركية في الزمان الذي سبق ظهور دعوة الشيخ محمد بن عبد الوهاب رحمه الله ومما يدل على هذه الحقيقة التاريخية استقرار تقسيمات الدولة العثمانية الإدارية فمن خلال رسالة تركية عنوانها : " قوانين آل عثمان مضامين دفتر الديوان"، يعني : " قوانين آل عثمان في ما يتضمنه دفتر الديوان " ، ألّفها يمين علي أفندي الذي كان أمينا للدفتر الخاقاني سنة 1018 هجرية الموافقة لسنة 1609م من خلال هذه الرسالة يتبين أنه منذ أوائل القرن الحادي عشر الهجري كانت دولة آل عثمان تنقسم إلى اثنتين وثلاثين ايالة منها أربع عشرة ايالة عربية وبلاد نجد ليست منها ما عدا الإحساء إن اعتبرناه من نجد
            “แคว้นนัจดฺไม่เคยตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของออตโตมัน เพราะว่าอำนาจการปกครองของพวกออตโตมันไม่เคยมาถึงดินแดนที่ห่างไกลเช่นนั้นเลย ไม่มีข้าหลวงของรัฐบาลออตโตมันที่ได้ถูกแต่งตั้งในดินแดนดังกล่าวและเหล่ากองพลตุรกีก็ไม่เคยเข้ามาถึงดินแดนเหล่านี้เลยในระหว่างช่วงการดำเนินการเรียกร้องดะอฺวะฮฺของท่านชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์จากข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐออตโตมันได้ถูกแบ่งการบริหารปกครองออกเป็นจังหวัดต่างๆ นี่เป็นสิ่งที่รู้กันจากฐานข้อมูลการปกครองของพวกตุรกีซึ่งเรียกว่า " قوانين آل عثمان في ما يتضمنه دفتر الديوان "  ซึ่งถูกร่างโดยญะมีนอะลีเอฟเฟนดี้ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อการร่างรัฐธรรมนูญในปีฮิจเราะฮฺที่ 1018 หรือ คริสต์ศักราช 1609 ฐานข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่าจากจุดเริ่มต้นของศตวรรษที่ 11 แห่งศักราชอิสลามรัฐออตโตมันได้ถูกแบ่งออกเป็น 23 จังหวัด และในจำนวนนี้ 14 จังหวัดเป็นจังหวัดอาหรับ และแคว้นนัจดฺไม่ใช่หนึ่งในจังหวัดเหล่านั้น โดยพิจารณาว่าอัลอิฮฺซาอ์มิใช่ส่วนหนึ่งของรัฐเหล่านี้และอิฮฺซาอ์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นนัจดฺ”[4]
            ในทัศนะของดร.อับดุลลอฮฺอัลอุษัยมีน นั้นแคว้นนัจดฺไม่เคยตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของพวกออตโตมันมาก่อนเลยในช่วงก่อนการประกาศดะอฺวะฮฺของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบ แม้เพียงบางส่วนเท่านั้นที่แคว้นนัจดฺเคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของบนีคอลิดและอัลอัชรอฟแต่ทว่าอำนาจของพวกนี้ก็มีจำกัด และพิจารณาภาพรวมแล้วไม่เคยมีกลุ่มใดที่จะมีอำนาจทางการเมืองสิทธิ์ขาดในแคว้นนัจดฺเพราะแคว้นดังกล่าวมีสงครามที่เกิดขึ้นจากการแก่งแย่งอำนาจระหว่างเผ่ามาตลอด[5]
            แคว้นนัจดฺอันเป็นฐานที่มั่นของท่านชัยคฺจึงมิเคยตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของรัฐคิลาฟะฮฺ        อุษมานียะฮฺแต่อย่างใด ระบอบการปกครองในแคว้นนัจดฺอยู่ในลักษณะของรัฐจารีตที่ไม่มีจ้าวผู้ปกครองสูงสุด กล่าวคือแต่ละส่วนของแคว้นและเผ่าต่างๆก็มีอำนาจในเขตอิทธิพลของตนเองทั้งสิ้น
            ท่านชัยคฺอับดุลอะซีส บินบาซ ได้กล่าวตอบโต้คำกล่าวหาเหล่านี้ไว้ว่า
لم يخرج الشيخ محمد بن عبد الوهاب على دولة الخلافة العثمانية فيما أعلم وأعتقد فلم يكن في نجد رئاسة ولا إمارة للأتراك بل كانت نجد إمارات صغيرة وقرى متناثرة وعلى كل بلدة أو قرية - مهما صغرت - أمير مستقل… وهي إمارات بينها قتال وحروب ومشاجرات والشيخ محمد بن عبد الوهاب لم يخرج على دولة الخلافة وإنما خرج على أوضاع فاسدة في بلده فجاهد في الله حق جهاده وصابر وثابر حتى امتد نور هذه الدعوة إلى البلاد الأخرى
            “ชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบมิได้ก่อการณ์กบฏต่อต้านรัฐบาลคิลาฟะฮฺอุษมานียะฮฺแต่อย่างใด เท่าที่ฉันทราบ เพราะว่าไม่มีอาณาบริเวณใดของแคว้นนัจดฺที่ตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของพวกตุรกี ยิ่งไปกว่านั้นแคว้นนัจดฺยังประกอบไปด้วยอิมิเร็ต(เขตการปกครองย่อยๆของบรรดาอะมีร)ชุมชนต่างๆที่กระจัดกระจายออกไป และในแต่ละเมืองหรือชุมชนต่างก็ถูกปกครองด้วยอำนาจอธิปไตยของผู้เป็นอะมีรทั้งสิ้น เหล่านี้คืออิมิเร็ตต่างๆซึ่งในระหว่างเขตการปกครองย่อยเหล่านี้มีการต่อสู้,สงคราม.และความขัดแย้ง ดังนั้นชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบจึงมิได้ก่อกบฏต่อคิลาฟะฮฺอุษมานียะฮฺแต่อย่าง มิหนำซ้ำทท่านยังต่อสู้กับสถานการณ์แห่งความเสื่อมทรามในดินแดนของท่านและท่านได้ดิ้นรนในการญิฮาดเพื่อพระองค์อัลลอฮฺและได้ยืนหยัดจนกระทั่งแสงแห่งการเรียกร้องของท่านได้กระจายไปสู่ดินแดนอื่นๆ”[6]
            สิ่งที่ท่านชัยคฺมีต่อผู้ปกครองของตนนั้นคือการภักดีแต่ทว่าสิ่งที่รัฐบาลคิลาฟะฮฺอุษมานียะฮฺมีต่อการปฏิรูปศาสนาของท่านนั้นช่างแตกต่างราวเหวกับฟ้า พวกออตโตมันต่างเกลียดชังในการเรียกร้องไปสู่ศาสนาของท่าน ผู้ปกครองออตโตมันมิเคยเหลียวแลในข้อเรียกร้องของท่านเลยนอกจากการรับฟังคำประจบสอพลอของคนรอบข้างที่หวั่นเกรงในการปฏิวัติศาสนาของท่าน ราชสำนักออตโตมันแวดล้อมไปด้วยแนวทางซูฟีย์และพวกบิดอะฮฺ นครอิสตันบูลถูกคละเคล้าไปด้วยพิธีกรรมงมงายเช่นเดียวกับฮิญาซไม่ว่าจะเป็นการเต้นรำของพวกซูฟีย์ การขอดอุอาอ์ผ่านกุโบรของบรรดาวะลีที่ตายไปแล้ว สภาวะความตกต่ำทางศาสนาดังกล่าวส่งผลให้การแพร่กระจายเรื่องมุสาต่อท่านชัยคฺแทรกซึมไปอย่างรวดในหมู่พวกนิยมพิธีกรรมบิดอะฮฺและกลุ่มข้าหลวงที่แอบอิงผลประโยชน์ตนเองทั้งในฮิญาซ,อิรัคและตุรกีเองก็ตาม[7]
            ส่วนกรณีการแอบอ้างที่ว่าขบวนการของท่านชัยคฺนั้นได้รับการสนับสนุนทางการเงินและอาวุธจากจักรวรรดินิยมอังกฤษนั้นล้วนแล้วแต่เป็นข้อครหาที่ถูกมุสาขึ้นมานาน แต่ทว่ายังไร้หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากกลุ่มผู้อ้างอิงคำกล่าวหานี้ สิ่งเดียวที่กลุ่มผู้กระจายข้อกล่าวหามดเท็จนี้กระทำกันอยู่ก็คือการสามหาวอย่างโง่งมโดยไม่มีหลักฐาน ดังที่ท่านมะฮฺมูด มะฮฺดี อัลอิสตันบูล นักวิชาการที่ค้นคว้าเรื่องขบวนการวะฮะบีย์ได้ให้ความเห็นว่า ผู้ที่สนับสนุนหรือเชื่อตามคำกล่าวหานี้จำต้องแสดงออกมาซึ่งหลักฐานอันชัดแจ้งเห็นจริง มิใช่เพียงแค่คุยโวด้วยลมปากอันโง่เขลา เพราะสิ่งนั้นจะเป็นดั่งบทกวีอาหรับที่ว่า หากคำอ้างไร้การพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ความโง่เขลาจะทำหน้าที่เป็นหลักฐานแทนเสมอ! เราจำต้องพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมว่าพวกอังกฤษเสียเองที่ต่อต้านขบวนการปฏิรูปศาสนานี้จากดินแดนรอบนอกของฮิญาซด้วยความหวดเกรงว่าชัยชนะของการปฏิรูปศาสนานี้จะปลุกฟื้นคืนชีพแก่โลกมุสลิม[8]
            ความโง่เขลาของพวกที่อ้างว่าขบวนการของท่านชัยคฺคือบ่อเกิดของการล่มสลายของออตโตมันนั้นวางอยู่บนฉันทาคติที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน นั่นก็เพราะว่าขบวนการนี้ได้เกิดขึ้นในปี 1811 ในขณะที่การล่มสลายของอุษมานียะฮฺเริ่มเสื่อมลงจริงๆหลังการขึ้นครองราชย์ของสุลต่านซาเล็มและล่มสลายลงในปี 1922 ซึ่งกินระยะเวลาห่างกันอีก 100 กว่าปีมาเท่านั้นเองกระนั้นหรือ???!?
                                                               เจ้าชายอับดุลลอฮฺ อิบนุสะอู๊ด
              หลักฐานที่ยืนยันว่าอังกฤษเป็นฝ่ายสนับสนุนกลุ่มต่อต้านขบวนการของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบก็คือความจริงที่ว่ารัฐบาลอังกฤษได้ส่ง กัปคัน Foster Sadler ไปแสดงความยินดีต่ออิบรอฮีม ปาชา ในการที่เขาสามารถทลายฐานที่มั่นของกลุ่มสะอู๊ดและสานุศิษย์ของท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบลงอย่างโหดเหี้ยม พร้อมกันนี้เขายังจับตัวอะมีรอับดุลลอฮฺส่งไปยังอิสตันบูลเพื่อให้องค์คิลาฟะฮฺอุษมานียะฮฺนำตัวไปแห่ประจานกลางที่สาธารณะในฐานะผู้นำลัทธินอกรีตของพวกเขานามว่า “วะฮะบีย์” เมื่อสุลต่านอุษมานียะฮฺกระทำอย่างจุใจอะมีรอับดุลลอฮฺก็ได้ถูกคำสั่งของสุลต่านให้ตัดหัวตายไปในที่สุด นอกจากนี้หลังการปล้นสะดมฐานที่มั่นของพวกวะฮะบีย์แล้ว รัฐบาลอังกฤษกับรัฐบาลออตโตมันยังได้จัดเตรียมความร่วมมือในการสานผลประโยชน์ของอ่าวอารเบียต่อกันด้วย ข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้ยืนยันว่าพวกรัฐบาลอุษมานียะฮฺต่างหากที่สมรู้ร่วมคิดกับพวกอังกฤษในการโจมตีกลุ่มของชัยคฺอับดุลวะฮาบ มิใช่พวกวะฮะบีย์เป็นลุกสมุนของอังกฤษดังคำโพทะนาของคนอวิชชาบางคนบางกลุ่มไม่! และแน่นอนเช่นกันว่าในท้ายที่สุดเองรัฐบาลอังกฤษเป็นผู้สนับสนุนการก่อกบฏของชะรีฟฮุเซนแห่งมักกะฮฺซึ่งก็ไม่ใช่กลุ่มวะฮะบีย์ หากแต่เป็นกลุ่มอากีดะฮฺอะชาอิเราะฮฺผสมกับลัทธิชาตินิยมอาหรับต่างหาก!

                                                                    อิบรอฮีม ปาชา
            การเป็นปฏิปักษ์ของขบวนการชัยคฺอับดุลวะฮาบได้รับการยืนยันโดยท่านอัลลามะฮฺชัยคฺมันศูร อันนัวอฺมานีย์ไว้ว่า
لقد استغل الإنجليز الوضع المعاكس في الهند للشيح محمد بن عبد الوهاب ورموا كل من عارضهم ووقف في طريقهم ورأوه خطرا على كيانهم بالوهابية ودعوهم وهابيين … وكذلك دعا الإنجليز علماء ديوبند - في الهند - بالوهابيين من أجل معارضتهم السافرة للإنجليز وتضييقهم الخناق عليهم
            “ชาติอังกฤษได้สร้างความเป็นศัตรูอย่างที่สุดดังที่ปรากฏอยู่ในอินเดียต่อท่านชัยคฺมูฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบและพวกอังกฤษกล่าวหาทุกคนที่ต่อต้านพวกเขาและยืนหยัดอยู่ในหนทางของผู้ต่อต้าน หรือผู้ที่ถูกพวกเขาพิจารณาว่าเป็นกลุ่มวะฮะบีย์อันตราย เช่นเดียวกับที่อังกฤษเรียกบรรดานักปราชญ์แห่งสำนักเดียวบันในอินเดียว่าวะฮะบีย์ เนื่องจากพวกเขาลุกขึ้นต่อต้านอังกฤษและยังได้วางความกดดันต่อพวกเขา”[9]
            การกล่าวหาท่านชัยคฺอับดุลวะฮาบมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นดั่งบทกวีที่ว่า
            การกล่างที่อ้างไร้หลักฐาน เว้นเพียงแค่ความโง่เท่านั้นที่เป็นหลักฐาน!


[1] อับดุลอะซีสอิบนุอับดุลละตีฟ. ดะอ์วาอัลมุนาวียีนลิดะอ์วะฮฺตุชชัยคฺมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบ. หน้า 233;  อับดุลกอดีม สะลูม. กัยฟา ฮุดิมัตอัลคิลาฟะฮฺ. หน้า 10.
[2] มัจมูอะฮฺ อัลมุอัลละฟาต อัชชัยคฺ. เล่ม 5 หน้า 11.
[3] มัจมูอะฮฺ อัลมุอัลละฟาต อัชชัยคฺ. เล่ม 1 หน้า 394. อับดุลอะซีสอิบนุอับดุลละตีฟ. ดะอ์วาอัลมุนาวียีนลิดะอ์วะฮฺตุชชัยคฺมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบ. หน้า 233-234.
[4] อะกีดะตุชชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบวะอะษารุฮาฟิลอาลัมอัลอิสลามีย์.  เล่ม 1 หน้า 27.
[5] อับดุลลอฮฺ อัลอุษัยมีน. มุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบฮะยาตุฮุวะฟิกรุฮุ. หน้า 11.
[6] อับดุลอะซีสอิบนุอับดุลละตีฟ. ดะอ์วาอัลมุนาวียีนลิดะอ์วะฮฺตุชชัยคฺมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบ. หน้า 237.
[7] อับดุลอะซีสอิบนุอับดุลละตีฟ. ดะอ์วาอัลมุนาวียีนลิดะอ์วะฮฺตุชชัยคฺมุฮัมมัดอิบนุอับดุลวะฮาบ. หน้า 238-239.
[8] ชัยคฺมุฮัมมัดบินอับดุลวะฮาบฟีมัรอาตอัชชัรกฺวัลฆ็อรบฺ. หน้า 240.
[9] ดะอายาตมุก็อษษะฟะฮฺฎิฎฎัดชัยคฺมุฮัมมัดอับดุลวะฮาบ. หน้า 105-106.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น