วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

วะฮะบีย์ศึกษา (ฉบับไม่งี่เง่า!) : จะยืนยันพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺอย่างไรจึงจะไม่หลงผิด? (3)

                                                            
ถาม : ในอัลกุรอานนั้น มีโองการมากมายที่ระบุว่าอัลลอฮฺทรงสร้างอาดัมจากพระหัตถ์ของพระองค์,ทรงสถิตย์เหนือบัลลังค์ของพระองค์ และในหะดีษของท่านนบีก็ได้มีระบุว่าอัลลอฮฺจะลงมายังฟากฟ้าต่ำสุด เราจะยึดมั่น(อิศบาต)กับคุณลักษณะของอัลลอฮฺเหล่านี้อย่างไรดีจึงจะไม่เป็นการหลงผิดอย่างเลยเถิดเป็นการเปรียบอัลลอฮฺกับสิ่งถูกสร้าง และอะกีดะฮฺของวะฮะบีย์ต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร?

ตอบ : เกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นท่านอิมามอัตติรมิซีย์ รอฮิมาฮุลลอฮฺ หนึ่งในนักปราชญ์ยุคสลัฟได้ตอบไว้แล้วว่า
وقد قال غير واحد من أهل العلم في هذا الحديث وما يشبه هذا من الروايات من الصفات ونزول الرب تبارك وتعالى كل ليلة إلى السماء الدنيا قالوا قد تثبت الروايات في هذا ويؤمن بها ولا يتوهم ولا يقال كيف هكذا روي عن مالك وسفيان بن عيينة وعبد الله بن المبارك أنهم قالوا في هذه الأحاديث أمروها بلا كيف وهكذا قول أهل العلم من أهل السنة والجماعة وأما الجهمية فأنكرت هذه الروايات وقالوا هذا تشبيه وقد ذكر الله عز وجل في غير موضع من كتابه اليد والسمع والبصر فتأولت الجهمية هذه الآيات ففسروها على غير ما فسر أهل العلم وقالوا إن الله لم يخلق آدم بيده وقالوا إن معنى اليد هاهنا القوة وقال إسحق بن إبراهيم إنما يكون التشبيه إذا قال يد كيد أو مثل يد أو سمع كسمع أو مثل سمع فإذا قال سمع كسمع أو مثل سمع فهذا التشبيه وأما إذا قال كما قال الله تعالى يد وسمع وبصر ولا يقول كيف ولا يقول مثل سمع ولا كسمع فهذا لا يكون تشبيها وهو كما قال الله تعالى في كتابه ليس كمثله شيء وهو السميع البصير
“มันได้ถูกกล่าวไว้โดยมากกว่าหนึ่งคนจากในหมู่นักปราชญ์ผู้ทรงความรู้เกี่ยวกับหะดีษนี้และหะดีษต่างๆที่คล้ายคลึงกัน อย่างเช่น(หะดีษเกี่ยวกับ) คุณลักษณ์ต่างๆและการลงมาของพระผู้อภิบาลผู้ทรงสูงส่งในทุกค่ำคืนสู่ฟากฟ้าชั้นต่ำสุด โดยที่บรรดาปราชญ์เหล่านั้นได้กล่าวว่า การยืนยันในบรรดาหะดีษเหล่านี้คือการที่เรามีศรัทธาต่อมันและจงอย่าปฏิเสธหรือถามถึงวิธีการของมัน(อัลลอฮฺทรงลงมาแบบไหนอย่างไร-ผู้แปล) เรื่องราวทำนองนี้ได้ถูกรายงานมาจากท่านอิมามมาลิกบินอะนัส,ท่านซุฟยานอัษเษารีย์,ท่านอิบนุอุยัยนะฮฺ, และท่านอับดุลลอฮฺอิบนุอัลมุบาร็อค พวกเขากล่าวเกี่ยวกับบรรดาหะดีษเหล่านี้ว่า ปล่อยมันให้ผ่านไปโดยไม่ต้องพรรณนาว่ามีรูปแบบเป็นอย่างไร และ ในทำนองนี้ คือ คำพูดของนักวิชาการ จากอะฮลุสสุนนะฮ วัลญะมาอะฮ และสำหรับพวกญะฮมียะฮนั้น พวกเขาคัดค้านหะดีษเหล่านี้ โดยพวกเขากล่าวว่า นี้คือ ตัชบีฮ(การเปรียบเทียบอัลลอฮว่าคล้ายคลึงกับมัคลูค) อย่างไรก็ตามอัลลอฮฺตะอาลาได้กล่าวไว้ในหลายจุดจากคัมภีร์ของพระองค์ไม่ว่าจะเป็น ศิฟัต อัลยัด(พระหัตถ์) อัซซะมาอ์(ได้ยิน) อัลบัศรฺ(ทรงเห็น) แต่ทว่าพวกญะฮฺมียะฮฺได้ทำการตีความบรรดาโองการเหล่านี้ และได้ทำการอธิบายเลยเถิดไปกว่าที่บรรดาอุลามาอ์ได้ทำการตัฟซีรไว้ พวกเขากล่าวว่าแท้จริงอัลลอฮฺตะอาลามิได้สร้างอาดัมมาจากพระหัตถ์ของพระองค์ แต่พวกเขากล่าวว่า พระหัตถ์นั้นหมายถึงอำนาจ ท่านอิสหาก อิบนุอิบรอฮีม บินรอฮาวัยฮฺ ได้กล่าวอธิบายว่า การตัชบีฮฺ(เปรียบกับมัคลูก)นั้นคือการที่เรากล่าวว่า พระหัตถ์ของอัลลอฮฺก็เหมือนกับมือของฉันหรือใกล้เคียงกับมือของฉัน หรือการที่เขากล่าวว่า พระองค์อัลลอฮฺได้ยินเหมือนกับที่ฉันได้ยินหรือคล้ายกับที่ฉันได้ยิน แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่าตัชบีฮฺ แต่หากเป็นการกล่าวในสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงตรัสไว้แล้ว เช่น พระหัตถ์, ทรงสดับฟัง, ทรงทอดพระเนตร พร้อมกับไม่ถามว่ามันเป็นอย่างไรแบบไหน ตลอดจนไม่กล่าวว่าอัลลอฮฺได้ยินเหมือนกับฉันได้ยิน ดังนั้นแบบนี้ไม่เป็นการตัชบีฮฺต่ออัลลอฮฺตะอาลา พระองค์กล่าวไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนหรือคล้ายคลึงกับพระองค์แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยินและทรงเห็น”
(หนังสือ สุนันอัตติรมิซีย์ เล่ม 3 หน้าที่ 50-51)
คำกล่าวของท่านติรมิซีย์นั้นสามารถสรุปได้ว่า
-          เราต้องยืนยันว่าอัลลอฮฺทรงมีพระหัตถ์,ทรงลงมา โดยไม่พูดว่ามีพระหัตถ์แบบเป็นอวัยวะของมนุษย์หรือ ลงมาด้วยการเคลื่อนไหวแบบมนุษย์
-          สิ่งที่มีในคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮฺทั้งหมดจะต้องยืนยันและปล่อยผ่านไปตามที่มันปรากฏ
-         ห้ามแปลคำว่า มือ ให้หมายถึง อำนาจ เพราะนั่นเป็นทัศนะของพวกญะฮฺมียะฮฺที่ถูกพิจารณาจากปราชญ์อะฮฺลุซซุนนะฮฺแล้วว่าเป็นกาเฟร
-          อายะฮฺศิฟาตเหล่านี้สามารถทำการตัฟซีรได้ในกรอบกฎเกณฑ์ที่จะต้องไม่ล่วงล้ำไปในมิติของการถามหาวิธีการและรูปแบบ ดังคำกล่าวของท่านติรมิซีย์ที่ว่า ما فسر أهل العلم “สิ่งที่บรรดาปราชญ์ผู้ทรงความรู้ได้ทำการตัฟซีรไว้” ดังนั้นการโพทะนาของคนบางกลุ่มที่ระบุว่าชาวสะลัฟจะไม่ทำการตัฟซีรเลยนั้นจึงเป็นเรื่องโกหก!
-          คำว่า อัลยัด หรือ อื่นๆนั้นจะต้อง มีความหมายว่า “มือ” อย่างแน่นอนจะมาอ้างเล่นลิ้นว่าในทางภาษาแล้วคำว่า อัลยัด นั้นมีหลายความหมายดังนั้นจึงไม่อาจทราบได้ว่ามันหมายถึงอะไรไม่ได้ เพราะการที่ท่าน อิสหากบินอิบรอฮีมได้ กล่าวว่า إنما يكون التشبيه إذا قال يد كيد “การตัชบีฮฺ(เปรียบกับมัคลูก)นั้นคือการที่เรากล่าวว่า พระหัตถ์ของอัลลอฮฺก็เหมือนกับมือของฉัน” นั้นคือการยืนยันว่าคำว่า อัลยัด หมายถึง มือ เพราะหากท่านอิสหาก ไม่รู้ความหมายหรือไม่ได้เข้าใจความหมายของคำว่า อัลยัด ว่าหมายถึง พระหัตถ์แล้ว ท่านก็จะไม่ระบุสำนวนการอธิบายเปรียบเทียบที่ว่า كيد “เหมือนกับมือของฉัน” อย่างแน่นอนก็ในเมื่อหากอัลยัดในความเข้าใจของท่านไม่ใช่มือแล้วท่านจะยกเปรียบเทียบเพื่อป้องกันความสับสนกับความหมายของคำว่ามือที่ใช้กับมนุษย์ทำไม??? เพราะหากสมมุติว่าอัลยัดในความเข้าใจของท่านอิสหากหมายถึง “อื่นจากมือ” แล้วไซร้ท่านจะยกตัวอย่างด้วยสำนวนเปรียบเทียบเช่นนั้นไปทำไม ท่านจะกล่าวในเชิงแบบว่า พระองค์อัลลอฮฺทรงมี “อื่นจากมือ” ที่ไม่เหมือนมือของฉันไปกระนั้นหรือ?? ทั้งที่ทั้งสองอย่างมันก็เป็นคนละเรื่องกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว??? ดังนั้นสำหรับคนที่มีปัญญาแล้วจะยอมรับว่าการเปรียบเทียบของท่านอิสหากนั้นก็เพียงเพื่อป้องกันการสับสนระหว่างคำว่า พระหัตถ์ ที่ใช้กับอัลลอฮฺ กับคำว่า มือ ที่ใช้กับมนุษย์อย่างแน่นอน

เพราะฉะนั้นในเรื่องของการอิสติวาอ์(การขึ้นสูงเหนือบัลลังค์)ก็เช่นเดียวกัน ดังที่ท่านวะลียุลลอฮฺอับดุลกอดีร ญิลานีย์ได้กล่าวว่า
 وينبغي إطلاق صفة الاستواء من غير تأويل ، وأنه استواء الذات على العرش لا على معنى القعود والمماسة كما قالت المجسمة والكرامية ، ولا على معنى العلو والرفعة كما قالت الأشعرية ، ولا معنى الاستيلاء والغلبة كما قالت المعتزلة ، لأن الشرع لم يرد بذلك ولا نقل عن أحد من الصحابة والتابعين من السلف الصالح من أصحاب الحديث ذلك
มันคือสิ่งที่จำเป็นต่อการยืนยันถึงศิฟัตอิสติวะอ์  โดยปราศจากการตีความ(เป็นความหมายอย่างอื่น) และแท้จริงแล้วพระองค์อัลลอฮฺทรงขึ้นอิสติวะอ์เหนือบัลลังค์ของพระองค์โดยอิสติวะอ์ด้วยกับซาต” (อาตมัน) ของพระองค์เหนือบัลลังค์ ซึ่งอิสติวะอ์ไม่ได้แปลว่า กออู๊ด (นั่ง) หรือไม่ได้แปลว่าการสัมผัส ดังที่พวกมุญัสสิมะฮฺและกะรอมียะฮฺได้กล่าวไว้ และมันก็ไม่ได้หมายความว่า อุลูวว์ (ความสูงส่ง) ดังที่พวกอัชอะรียะฮฺ(อะชาอิเราะฮฺ)ได้กล่าวไว้ และมันก็ไม่ได้แปลว่า อิสติลาอ์ (การพิชิต) หรือ ฆอลาบะฮฺ (การสถาปนาอำนาจ) ดังที่พวกมุอฺตะสิละฮฺได้กล่าวแต่อย่างใด ตัวบททางศาสนาไม่ได้บอกกล่าวถึงความหมายใดๆเหล่านี้ไว้ แล้วก็ไม่ปรากฏการรายงานจากบรรดาซอฮาบะฮฺหรือจากบรรดาตะบีอีนจากยุคสลัฟหรือจากบรรดานักวิชาการหะดีษถึงการตีความในแบบเหล่านี้เลย

เชคอับดุลกอดีรญีลานี หนังสือ ฆุนยะตุตตอลิบีน เล่ม 1 หน้า 73

ท่านชัยคฺอับดุลอะซีส บินบาซ อุลามาอ์ใหญ่ของกลุ่ม "วะฮะบีย์" ได้กล่าวอธิบายว่า

ومن الإيمان بالله أيضًا: الإيمان بأسمائه الحسنى وصفاته العلى الواردة في كتابه العزيز, والثابتة عن رسوله الأمين من غير تحريف ولا تعطيل ولا تكييف ولا تمثيل, بل يجب أن تُمرَّ كما جاءت بلا كيف, مع الإيمان بما دلّت عليه من المعاني العظيمة التي هي أوصاف لله عز وجل يجب وصفه بها على الوجه اللائق به من غير أن يشابه خلقه في شيء من صفاته, كما قال تعالى:  لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ  وقال عز وجل:  فَلا تَضْرِبُوا لِلَّهِ الأَمْثَالَ إِنَّ اللَّهَ يَعْلَمُ وَأَنْتُمْ لَا تَعْلَمُونَ  وهذه هي عقيدة أهل السنّة والجماعة من أصحاب رسول الله صلى الله عليه وسلم وأتباعهم بإحسان, وهي التي نقلها الإمام: أبو الحسن الأشعري رحمه الله في كتابه: (المقالات) عن أصحاب الحديث وأهل السنة, ونقله غيره من أهل العلم والإيمان. 
قال الأوزاعي رحمه الله: سئل الزهري ومكحول عن آيات الصفات, فقالا: أمرُّوها كما جاءت , وقال الوليد بن مسلم رحمه الله: سئل مالك والأوزاعي والليث بن سعد وسفيان الثوري رحمهم الله عن الأخبار الواردة في الصفات, فقالوا جميعًا: أمرُّوها كما جاءت بلا كيف , وقال الأوزاعي رحمه الله: كنا - والتابعون متوافرون - نقول إن الله سبحانه على عرشه, ونؤمن بما ورد في السنّة من الصفات , ولما سئل ربيعة بن أبي عبد الرحمن شيخ مالك رحمة الله عليهما عن الاستواء قال: (الاستواء غير مجهول والكيف غير معقول ومن الله الرسالة وعلى الرسول البلاغ المبين وعلينا التصديق) , ولما سئل الإمام مالك رحمه الله عن ذلك, قال: ( الاستواء معلوم والكيف مجهول والإيمان به واجب والسؤال عنه بدعة
และส่วนหนึ่งจากการศรัทธานั้นคือการศรัทธาในพระนามอันงดงามและคุณลักษณอันสูงส่งของอัลลอฮฺซึ่งได้ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานและได้ถูกรายงานมาอย่างถูกต้องจากท่านรอซูล ศ็อลฯ โดยปราศจากการตะฮฺรีฟ(บิดเบือนความหมาย) ตะอ์ตีล(การปฏิเสธ) ตัคยีฟ(การถามหาว่าเป็นแบบไหนอย่างไร),ตัมษีล(การจินตนาการว่าอัลลอฮฺคล้ายคลึงกับสิ่งถูกสร้าง) ยิ่งไปกว่านั้นมันจำเป็นที่จะต้องศรัทธาในความหมายอันยิ่งใหญ่เหล่านี้อันเป็นคุณลักษณะต่างๆของพระองค์อัลลอฮฺควบคู่ไปกับการไม่ถามหาวิธีการของมัน เราต้องศรัทธาในพระองค์ด้วยความเหมาะสมโดยการไม่นำพระองค์ไปเปรียบเหมือนกับสิ่งถูกสร้างต่างๆดังที่พระองค์ได้กล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น และดังที่พระองค์ทรงตรัสว่า ดังนั้น พวกเจ้าอย่ายกอุทาหรณ์ทั้งหลายกับอัลลอฮ์เลย แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ และพวกเจ้าไม่รู้เท่าพระองค์ นี่คืออะกีดะฮฺของอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลยะมาอะฮฺและเป็นอะกีดะฮฺของบรรดาศอฮาบะฮฺตลอดจนบรรดาผู้ปฏิบัติตามพวกเขาด้วยความดีงาม มันได้ถูกรายงานจากท่านอิมามอบูหะซันอัลอัชอะรีย์ รอฮิมาฮุลลอฮฺ ในตำราของท่านที่ชื่อว่า อัลมะกอลาต รายงานจากอะฮฺลุลหะดีษและอะฮฺลุซซุนนะฮฺ และรายงานโดยนักปราชญ์ท่านอื่นๆและบรรดาผู้ศรัทธา
ท่านอัลเอาซาอีย์ รอฮิมาฮุลลอฮฺ กล่าวว่า ท่านซุฮฺรีย์และท่านมักฮูลถูกถามถึงอายะฮฺศิฟาต พวกเขากล่าวว่า จงศรัทธาต่อมันดังที่มันเป็นอยู่ ท่านวะลีด บินมุสลิม รอฮิมาฮุลลอฮฺ กล่าวว่า เอาซาอีย์,มาลิก,อัลลัยษฺบินสะอ์ดฺ และซุฟยานอัษเษารีย์ รอฮิมาฮุมุลลอฮฺ ถูกถามเกี่ยวกับคุณลักษณะต่างๆของอัลลอฮฺ พวกเขากล่าวว่า จงศรัทธาในมันตามที่มันมีอยู่โดยปราศจากการถามหาวิธีการรูปแบบ อัลเอาซาอีย์กล่าวว่า ในยามที่มีผู้ปฏิบัติตามพวกเรามากมายอยู่พร้อมกับพวกเรา พวกเราเคยกล่าวว่า อัลลอฮฺทรงอยู่เหนือบัลลังค์และเราศรัทธาต่อหะดีษศิฟาตต่างๆที่ถูกรายงานไว้ในอัซซุนนะฮฺ และเมื่อรอบิอะฮฺบินอับดุรเราะฮฺมานอาจารย์ของอิมามมาลิก ถูกถามถึงเรื่องของการอิสติวาอ์ ท่านกล่าวว่า อิสติวาอ์ นั้นมิใช่เป็นสิ่งที่ไม่รู้(คือรู้กัน)แต่กัยฟฺ(วิธีการของมัน)นั้นไม่เป็นที่รู้   อัลลอฮฺทรงประทานลงมาซึ่งสาสน์,รอซูลผู้ป่าวประกาศสาสน์และเราจำเป็นที่จะต้องศรัทธาต่อมัน และยามที่อิมามมาลิกถูกถามถึงเรื่องนี้ ท่านตอบว่า อิสติวาอ์นั้นคือสิ่งที่รู้กันดี แต่กัยฟฺของมันนั้นไม่รู้ การศรัทธาต่อมันเป็นที่วาญิบ และการถามใดๆเกี่ยวกับมัน(ถึงวิธีการ)คือบิดอะฮฺ!
ชัยคฺบินบาซ หนังสือ อะกีดะฮฺอัศเศาะฮีฮะฮฺ เล่ม 1 หน้า 18
จากทั้งหมดนี้ เราหวังว่าคงจะทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจมากขึ้นว่าอะกีดะฮฺของวะฮะบีย์นั้นสอดคล้องกับอะกีดะฮฺสะลัฟอย่างไร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น